วันเสาร์, พฤศจิกายน 25, 2560

เรื่อง 'ซ่อม' ถึงตาย อธิบายไม่ยาก หากใช้หลักวิทยาศาสตร์การแพทย์ ไม่ใช่มโนคติ

ไม่คิดว่าจะยาว แต่วันนี้ก็ยังไม่จบ เรื่องการตายพิศดารของนักเรียนเตรียมทหาร ที่ทำให้พ่อแม่ต้องออกมาฟ้องสังคม เพราะศพลูกชายเครื่องในหาย

ข่าวการเสียชีวิตอย่างปริศนาด้วยสาเหตุหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันในโรงเรียนเตรียมทหารของ นตท. ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ ยังเป็นเรื่องถกเถียงจนกลบข่าวคณะรัฐมนตรีใหม่ ตูบห้าเห็นใครคนหนึ่งพูดไว้บนเส้นทางไซเบอร์ว่า เรื่องไม่น่าจะยาว ถ้าพวกเตรียมทหารนั่นเองไม่ได้สาวความยืด ท่าจะจริง

เริ่มจากหัวไปถึงหาง หลังจากทั่นรองฯ ด้านกะลาโหมพูดพล่อยจนต้องขอโทษภายหลัง ตามด้วยทั่นหัวหน้าสูงสุดช่วยแก้ต่าง พร้อมทั้งไล่ “ไม่ชอบอย่าเข้า”
แต่กอง บก.ทัพไทยยังตะบันเป็นเรื่องของเรา “ไม่จำเป็นที่จะต้องให้มีการตั้งกรรมการที่เป็นกลาง หรือให้คนนอกเข้ามาสอบสวนเรื่องนี้” (Wassana Nanuam / 11/24/17 11:27 am)

รองลงไป พ่อของนักเรียนเตรียมทหารอื่นอีกคนโพสต์ “หยุดด่ากันได้แล้ว...#แลกให้ลูกผมตายแทนมั้ย” (ไม่มีคนตอบ เห็นแต่ถามกลับ “มรึงมีสิทธิไร เอาชีวิตลูกไปเที่ยวโยนให้โน่นนี่”)

เขาว่า “ลูกเคยหัวเน่ากลับบ้านมาแล้ว แดกเดี่ยว’ ‘แดกหมู่เล่นกันอ้วก เล่นกันสลบ ผ่านมาหมดแล้ว ข้อมือหัก! เข่าแตก! แขนหลุด! มีครบทุกรส แค่น้ำตาไหลเมื่อเห็น”

คุณพ่องคนที่ใช้นามบนเฟชบุ๊คว่า Thanawat Rienprasert ระบาย “ถ้าเป็นลูกผมตายจริงๆ ผมก็ภูมิใจและโทษตัวเองที่ปล่อยให้ลูกที่มีร่างกายอ่อนแอกว่าเพื่อนๆ อีก ๖๐๐ กว่านาย”

อีกคนเป็นหมอทหารโพสต์ท่า หัวเดินต่างเท้าพร้อมข้อความกำกับว่าทำแบบนี้อยู่ได้เป็นชั่วโมง ทำให้อดีตนายทหารยศพลโทคนหนึ่งชี้แจง

“ผมทราบมาแต่ว่าโครงสร้างกระดูกต้นคอจะรับน้ำหนักไม่ควรเกิน ๗ กิโลกรัม ส่วนชาวอาฟริกันที่เทินของบนหัวได้หนักๆเพราะฝึกทำมาแต่เด็กๆ...

แต่ผมกลับชอบใจคำถามของสุภาพสตรีท่านหนึ่ง สอบถามอย่างน่าคิดว่า เวลาไปรบ พวกพี่ๆ ทำท่านี้ใส่ศัตรูเลยใช่ไหมคะ” (พงศกร รอดชมภู)

กระหึ่มกว่านั้น พวกนักเรียนเตรียมทหารออกมาช่วยกันโพสต์รัวๆ แฮ้สช์แท็ก #เสพข่าวอย่างมีสติ พร้อมรูปพวกตนและคอมเม้นต์เชิดชูสถาบันโรงเรียนเตรียมทหาร

(ทั้งที่มีคนตั้งข้อสงสัย ไหง “วันนี้วันศุกร์ ยังไม่ได้ปล่อยกลับบ้านแล้ว นศษ.ทหาร เอามือถือที่ไหนโพสต์ไอจีกัน? ดังนั้นต้องมีคนสั่งแน่นอน” -ไอแพทไทเกอร์ไอเฮีย @iPattt)

รายหนึ่งบอกให้งดดราม่า ว่าเรื่องซ่อม (ถึงตาย) นี่อธิบายยาก “เหมือนนกอธิบายปลาว่ากระพือปีกไปทำไม” อีกรายถาม “เคยตายรึปล่าว มีแต่คนตายที่รู้” อีกคนว่า “เป็นเรื่องธรรมดาที่โรงเรียนทหารต้องมีการซ่อมหรือธำรงวินัย”

คนต่อมาเสริม “ไม่มีใครรู้จักโรงเรียนเตรียมทหารได้ดีเท่านักเรียนเตรียมทหาร” (จริงของเค้า..แต่ว่า) มีคนตอบ “ไม่มีใครด่าสถาบันค่ะ มีแต่คนไม่เข้าใจว่านี่โรงเรียนหรือโรงประหาร”


องอาจยิ่งกว่าก็ตรงที่เขา ยกอกอึ๊บ สถาบันสูงส่งแล้วเยาะ “ถ้าอยากรู้ว่ามันเป็นยังไง ก็ลองสอบให้ติดแล้วเข้ามาเรียนดู” ก็ดันมีคนพาซื่อตอบ “ถ้าอยากรู้ว่าครอบครัวน้องเมยเจ็บปวดยังไง ก็ลองตายแล้วไปถามพ่อแม่มึงดูนะ// สงสัยฝึกกำลังจนลืมฝึกสมอง”
เหล่านั้นน่าจะเนื่องจาก บก.ทัพไทยเองพยายามแก้ตัวผิดทาง แก้ต่างผิดประเด็น อ้างการฝึกทหารของทั่วโลกก็ใช้ท่า ทิ้งสมอ ทิ่มหัวกระแทกพื้นเหมือนกัน ซ้ำมีถ้อยทั่นผู้นัมพ์กำกับ “ลั่น ถ้าฝึกธรรมดาก็จะได้คนธรรมดา ไม่อดทน” (@WassanaNanuam)

ในเมื่อทั้งหลายทั้งปวงเป็นเรื่องที่เด็กนักเรียนคนหนึ่งถูกรุ่นพี่ ซ่อมสั่งสอนด้วยการทำให้บาดเจ็บซ้ำแล้วซ้ำอีกจนร่างกายรับไม่ไหว ขาดใจตาย โดยที่ “ผู้บัญชาการโรงเรียนเตรียมทหารยืนยันว่า ท่าทิ้งสมอนี้ไม่อยู่ในหลักสูตรของโรงเรียนเตรียมทหาร ผู้ใดสั่งใช้ท่านี้ต้องมีความผิด”

ทว่าอนิจจังสังคมเส็งเคร็ง “พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ลงนามคำสั่ง 104/2560 เรื่องให้นายทหารสัญญาบัตรรับราชการ โดยสั่งย้าย พ.อ.ฉัตรรัตน์ ดวงรัตน์ ผู้บังคับการกรมนักเรียนเตรียมทหาร เข้าประจำ บก.กองทัพไทย” ซะแล้ว


พร้อมกันนั้น ผู้พันเป๊ปคนที่ นตท.ผู้ตายบอกกับบิดาก่อนเสียชีวิตหนึ่งวัน เรื่องโดนรุ่นพี่ซ่อมหนัก ว่า “อย่าไว้ใจ” ก็ถูกย้ายกระทันหันด้วย นัยว่าเพื่อเปิดทางให้การสอบสวนสะดวก

อีจัน @EJanNews :#เด้งผู้พันแล้ว มีคำสั่งย้ายนาวาโท นพศิษฐ์ เพียรชอบ ผู้บังคับกองพันนักเรียนที่ 2 (นตท.รุ่น 34 ) กรมนักเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร ไปประจำหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ซึ่งนาวาโท นพศิษฐ์ คือผู้พันที่ #น้องเมย เอยถึงก่อนที่เขาจะเสียชีวิต

นี่เป็นความพยายามหมกเม็ดเงื่อนงำอำพรางสาเหตุแท้จริง ซึ่งอยู่ที่การนำอวัยวะภายในหลายชิ้นของนักเรียนผู้ตายไปชันสูตรแล้วแจ้งแต่เพียงว่าหัวใจล้มเหลว ไม่คืนอวัยวะกลับเข้าร่างนั่นต่างหาก
 
แม้แต่คุณหญิงแพทย์ พรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้มีชื่อเสียงด่งดังมาก ที่บางครั้งผลงานทำให้ได้สมยา พรดริ๊ฟฟ์ ยังแบ่งรับแบ่งสู้ว่า “เป็นการเสียชีวิตแบบผิดปกติ (และ) เป็นการตายแบบกระทันหัน” ซึ่งควรจะต้องชันสูตรสองวิธีประกอบกัน ทั้งด้านพยาธิวิทยาและด้านนิติเวช

สำหรับการผ่าแบบนิติเวชวิทยานั้น “เป็นการนำชิ้นส่วนที่ต้องการผ่าตัดเพื่อหาสาเหตุการตายออกจากร่างกาย ต้องมีการแจ้งญาติด้วยวาจาเพราะถือเป็นวัตถุพยาน หลังผ่าเสร็จจะต้องมีการนำชิ้นส่วนกลับใส่ในร่างกายเพื่อมอบให้กับญาติ”

 
สิ่งที่โรงเรียนเตรียมทหารและชุมชนคนรักเตรียมทหารต้องทำให้กระจ่าง เพื่อศักดิ์ศรีแห่งศพของ นตท.ภคพงศ์ ไม่ใช่ช่วยกันประโคมว่าโรงเรียนเตรียมทหารเป็น สถาบันเลอเลิศ วิเศษวิโสเพียงใด คำของพี่สาวผู้ตายที่ได้ยืนยันไว้หนักแน่นพอแล้ว

หันไปเจาะจงเรื่องทำไมน้องเมยหัวใจวายฉับพลัน มีอาการอะไรบ้างนำร่องมาก่อน นี่เป็นเรื่องทางการแพทย์ อันเป็นวิทยาศาสตร์ที่ต้องพิสูจน์ด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่อารมณ์รักศรัทธามืดบอดและมโนคติ

ล่าลายชื่อ... เจ้าหน้าที่และผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของ “น้องเมย” ต้องลาออก





Petitioning กองทัพบก

เจ้าหน้าที่และผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของ “น้องเมย” ต้องลาออก


เมื่อวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา นายภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือ “น้องเมย” นักเรียนเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 ได้เสียชีวิตหลังจากกลับเข้ารับการฝึกที่โรงเรียนนายร้อยได้เพียง 1 วัน โดยทางโรงเรียนได้แจ้งกับทางญาติว่าน้องเมยเสียชีวิตจากสภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ ทุกๆ ปี นักเรียนนายร้อย และทหารเกณฑ์ จำนวนไม่น้อยต้องเสียชีวิตจากวัฒนธรรมการใช้ความรุนแรงของการทัพ ไม่ว่าจะเป็นการซ้อม การซ่อม หรือการ “ธำรงวินัย” นอกจากนี้ ผู้นำระดับสูงของกองทัพ และรัฐบาล ยังได้แสดงทัศนคติต่อเหตุการณ์ดังกล่าวราวกับเป็นเรื่องปกติ อีกทั้งยังอ้างว่าน้องเมยเสียชีวิตด้วยปัญหาสุขภาพของตนเอง ความพยายามของการทัพในการสร้างความชอบธรรมให้กับวัฒนธรรมป่าเถื่อนรุนแรงของตัวเองเช่นนี้ จึงเท่ากับการบอกกับสังคมไทยว่า “น้อยเมยจะไม่ใช่ศพสุดท้าย” และวัฒนธรรมการใช้กำลังภายในกองทัพก็จะยังคงอยู่คู่สังคมไทยต่อไป

ในฐานะประชาชนไทย เราไม่ต้องการเห็นลูกหลานของพวกเราที่มีหัวใจรับใช้ชาติต้องประสบกับชะตากรรมดังกล่าว แคมเปญนี้จึงเกิดขึ้น เพื่อสะท้อนเสียงแห่งความไม่พอใจของประชาชนให้กองทัพนำไปปรับปรุงและพัฒนาองค์กรของตนให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล และคุณค่าประชาธิปไตย โดยมีข้อเรียกร้องดังต่อไปนี้

1. กองทัพจะต้องดำเนินการสอบสวนเจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของน้องเมยอย่างครอบคลุมและโปร่งใสตั้งแต่ระดับผู้บังคับบัญชา จนถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และเปิดเผยผลการสอบสวนต่อสาธารณะ

2. ให้มีตัวแทนจากองค์กรอิสระ เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้าร่วมในการสอบสวนด้วย ทั้งนี้เนื่องจากที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเกิดการทุจริต หรือการใช้ความโดยเจ้าหน้าที่ของกองทัพ กองทัพมักจะทำหน้าที่ตรวจสอบกองทัพด้วยกันเอง ซึ่งถือเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ (conflict of interests) ทำให้สาธารณชนไม่สามารถมั่นใจได้เลยว่ากระบวนการตรวจสอบของกองทัพโดยกองทัพ จะทำให้ได้ข้อมูล และข้อเท็จจริงที่ครบถ้วน

3. เมื่อดำเนินการตรวจสอบเสร็จสิ้นแล้ว เจ้าหน้าที่ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดทุกคนจะต้องลาออกจากราชการ และถูกดำเนินคดีจนถึงที่สุดทั้งในทางวินัย แพ่ง และอาญา โดยต้องไม่มีการปกป้องพวกพ้อง หรืออะลุ่มอะล่วยใดๆ

4. กองทัพจะต้องชดเชยค่าเสียหาย และค่าเยียวยาจิตใจ ให้กับครอบครัวของเหยื่ออย่างครอบคลุม

5. ยกเลิกมาตรการการ “ธำรงวินัย” ที่ใช้ความรุนแรง และหามาตรการอื่นที่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน และความปลอดภัยในชีวิตของผู้รับการฝึก

ทั้งนี้ เราเชื่อว่าการปฏิบัติตามข้อเรียกร้องดังกล่าวจะเป็นสร้างบรรทัดฐาน และส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านสิทธิมนุษยชนให้กับทางกองทัพ และประเทศชาติได้เป็นอย่างดี

#JusticeforMeay

This petition will be delivered to:
กองทัพบก

ooo




สมัยเป็นนักเรียน จวบจนได้มาทำหน้าที่ผู้บังคับกองร้อยนักเรียนสาย ตชด
การถูกจวกหรือการซ่อม จะทำแค่เพียง ดันพื้น พุ่งเท้า วิ่ง กลิ้ง หมอบคลาน ม้วนหน้า ม้วนหลัง กระโดดตบเท่านั้น แม้แต่ท่าสก็อตจั๊มก็ใช้ลงโทษไม่มากเพราะจะทำให้หัวเข่าเสียในอนาคต

โดยเฉพาะนักเรียนใหม่ ท่าพิศดารจะไม่กระทำเด็ดขาด และห้ามแตะต้องตัว

คนที่ไม่เกียวข้อง ห้ามซ่อมนักเรียน ยกเว้นผู้รับการฝึกกระทำความผิดซึ่งหน้า นั่นคือ "บรรทัดฐานของการธำรงวินัย" ที่อยู่ในขอบเขต

ปัญหา คือ รุ่นพี่ที่ไม่เกี่ยวข้องในการปกครองมักรวมตัวกันเป็นกองโจร แอบจวกรุ่นน้อง และมักนำท่าพิศดารมาใช้ อันเกินจุดที่ร่างกายจะรับไหว

ผู้ที่ถูกซ่อมจะไม่มีใครออกมาโวยวาย ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ก็ปิดปากเงียบ

ขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งกับครอบครัวของนักเรียนเตรียมทหารที่เสียชีวิต

ทุกคนท่ีเข้ามาล้วนเต็มใจตายในสนามรบหรือหลักสูตรพิเศษ ไม่ใช่ตายจากความเมามันของคนบางคน
ผู้หลักผู้ใหญ่ก็ควรพูดให้ถูกกาละเทศะด้วย


Bhakbhum Soonthornsorn

ooo

ooo



ถอดบทเรียน 9ปี พธม.ปิดสนามบิน ประเทศไทยได้อะไร- Wake Up News 24-11-2017 B2




https://www.youtube.com/watch?v=4Vue8muhtjI

ถอดบทเรียน 9ปี พธม.ปิดสนามบิน ประเทศไทยได้อะไร- Wake Up News 24-11-2017 B2

Amarita Channel
Published on Nov 23, 2017

ความโง่ งี่เง่าของคนที่ถูกชักจูงให้ชาติย่อยยับ 9 ปีพันธมิตรฯ ยึดสนามบินศก.เสียหาย 2 แสนล้าน มหากาพย์คดีทางการเมืองที่ยืดยื้อมานานวันนี้ ครบ 9 ปี





ย้อน9 ปีพันธมิตรฯ ยึดสนามบินศก.เสียหาย2แสนล.


Nov 23, 2017
Voice TV


มหากาพย์คดีทางการเมืองที่ยืดยื้อมานานวันนี้ ครบ 9 ปี ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยึดสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ


หากใครยังจำได้ วันที่ 24 พ.ย.2551 หลังการชุมนุมยืดเยื้อมานาน กลุ่มพันธมิตรเคลื่อนขบวนยึดสนามบิน เพื่อรอรับ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี กลับจากต่างประเทศ จนกว่าเป็นการชุมนุมยืดเยื้อนาน 10 วันของการยึด 2 สนามบินของประเทศ ก็ทำให้เศรษฐกิจประเทศเสียหายกว่า 2 แสน 9 หมื่นล้านบาท

หากใครลืมเหตุการณ์ในวันนั้นไปแล้ว วอยซ์ทีวีจะลำดับเหตุการณ์ นับจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ถือเป็นการชุมนุมที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะใช้เวลานานถึง 193 วัน

เริ่มจาก 9 ก.ย. 2551 นายสมัคร สุนทรเวช ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยสภาผู้แทนราษฎรมีมติเลือกนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 26 ของไทย ขณะที่กลุ่มพันธมิตรฯ แสดงความไม่เห็นด้วย

วันที่ 7 ต.ค. 2551 กลุ่มพันธมิตรฯ เข้าปิดล้อมอาคารรัฐสภา ขัดขวางไม่ให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เข้าไปแถลงนโยบายเพื่อเปิดสมัยประชุม เกิดการปะทะกันจนมีผู้เสียชีวิต 2 ราย

-กระทั่ง 24 พ.ย. 2551 กลุ่มพันธมิตรฯ ยกระดับการชุมนุม และได้บุกเข้ายึดท่าอากาศยานดอนเมืองและท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้อย่างเบ็ดเสร็จ โดย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ประกาศจะต้องขับไล่รัฐบาลนายสมชายออกไปให้ได้

-วันที่ 25 พ.ย. 2551 นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ รักษาการผู้อำนวยการใหญ่ท่าอากาศยานไทยในขณะนั้น ประชุมหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องและเห็นว่าให้ปิดการให้บริการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทั้งขาเข้า-ออกโดยไม่มีกำหนด

-และใน 26 พ.ย. 2551 หากหลายคนติดตามรายการข่าวโทรทัศน์ คงจะพอจำกันได้ถึงการปฏิวัติเงียบทางอากาศ เมื่อ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบกเสนอทางออกให้นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา และให้กลุ่มพันธมิตรฯ ยุติการชุมนุม

– 27 พ.ย. 2551 นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่บริเวณท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานดอนเมือง

– 2 ธ.ค. 2551 ศาลรัฐธรรมนูญพิพากษายุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย เป็นผลให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ต้องพ้นจากตำแหน่ง โดยให้นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการรักษาการนายกรัฐมนตรีแทนเป็นการชั่วคราว

– 3 ธ.ค. 2551 กลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศยุติการชุมนุม ระยะเวลาในการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ รวมทั้งสิ้น 193 วัน และ ระยะเวลาในการสนามบินถูกปิดตั้งแต่ 24 พ.ย. – 3 ธ.ค. 2551 รวม 10 วัน

– 9 ธ.ค. 2551 ประกาศยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่บริเวณรอบท่าอากาศยานดอนเมือง และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ





ยึดสนามบินเสียหาย 2.9 แสนล้านบาท

มีการประเมินความเสียหายหลังการยึดสนามบินทั้ง2 แห่ง ระยะเวลา 10 วันจาก 24 พ.ย. – 3 ธ.ค. 2551 รวม 10 วัน ศูนย์วิจัยกสิกร ไทยประเมินความเสียหาย

มูลค่า 2 แสนล้านบาท โดยกระทบ ธุรกิจท่องเที่ยว สายการบิน การขนส่งทางอาหกาศ และธุรกิจต่อเนื่อง

ขณะที่บริษัทท่าอากาศยานไทย ประเมินความเสียหาย 3 หมื่นล้านบาทต่อวัน จากการปิดสนามบิน 10 วัน

ส่วน ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย ประเมินความเสียหาย ภาพรวมเศรษฐกิจ 134,000-215,000 ล้านบาท ส่งผลใหารขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2551 ลดลง 4.1-4.4 %

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย แบ่งการประเมินผลกระทบออกเป็น ด้านการท่องเที่ยว 76,000-120,000 ล้านบาท กระทบด้านการส่งออก 25,000-40,000 ล้านบาท

กระทบด้านการลงทุน 12,000-25,000 ล้านบาท กระทบด้านการบริโภค 21,000-30,000 ล้านบาท

ด้านนายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ รักษาการผู้อำนวยการใหญ่ท่าอากาศยานไทย ประเมินว่าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิต้องสูญเสียไปในขณะที่กลุ่มพันธมิตรฯ บุกยึดสนามบินจนไม่สามารถให้บริการได้ 350 ล้านบาท และ25,000 ล้านบาท เป็นมูลค่าความเสียหายที่ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าทางอากาศต้องสูญเสียรายได้ไปในช่วงเวลา 10 วันนั้น

9 ปีพันธมิตรยึดสนามบิน รายการ ใบตองแห้ง Onair 24-11-2017 - พันธมิตร สุดโต่ง ตราบาปภาคประชาชน คลั่งชาติแบบคนหลงทาง!!




https://www.youtube.com/watch?v=3FSXTabESTY

พันธมิตร สุดโต่ง ตราบาปภาคประชาชน คลั่งชาติแบบคนหลงทาง!! ใบตองแห้ง Onair 24 11 2017


สถานีข่าว ประชาชน
Published on Nov 24, 2017

ooo




วันศุกร์, พฤศจิกายน 24, 2560

การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่มาจากแหล่ง ‘คาดไม่ถึง’

บอกตรงเลยว่าเรื่องนี้ได้มาจากแหล่งที่ คาดไม่ถึงทั้งต้องยอมรับในการ ‘underestimated’ ชุมชนแห่งนั้นของพวกนักปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ที่เขาพูดกันถึง “ความยุติธรรมที่ล่าช้า” “บทเรียนราคาแพง” และ “การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม”
เรื่องมีว่าเมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายนนี่เอง ศาลจังหวัดระนองพิพากษา “จำคุก พ.ต.อ.รณพงษ์ ทรายแก้ว และ พ.ต.อ.อนุชน ชามาตย์ ๑๕ ปี กรณีทำร้ายร่างกายผู้ต้องหาบีบบังคับให้รับสารภาพ” และมีคำสั่งออกหมายจับผู้ต้องคำพิพากษาทั้งสองซึ่งหลบลี้ไม่ยอมมาฟังคดีด้วย
คดีดังกล่าวมีครอบครัวของนายวิโรจน์ สุวรรณี นายวินัย ขุนแผ้ว และ นายกรีฑา ยกย่อง เป็นโจทย์ยื่นฟ้อง พล.ต.ต.รณพงษ์ ทรายแก้ว รองผู้บัญชาการกองกฎหมายและคดีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยอดีตทีมสืบสวนตำรวจภูธรภาค ๘ รวม ๑๔ คน
“ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ความผิดต่อร่างกายและความผิดต่อเสรีภาพ” นั่นก็คือฝ่ายตำรวจได้กระทำการข่มขู่ บีบคั้นและทำร้ายจนกระทั่งนายวิโรจน์จำยอมสารภาพว่า บงการสังหารนายเกษม คงตุก สมาชิก อบต. บางริ้น เมื่อปี ๒๕๔๕
นายวิโรจน์จึงติดคุกมาจนกระทั่งบัดนี้ แม้ญาติพี่น้องร่วมกันฟ้องและต่อสู้คดีมา ๑๕ ปี จนชนะความแล้วก็ตาม “ทางครอบครัวจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความเป็นธรรมจากระบบยุติธรรม (ให้ได้รับอิสรภาพออกจากคุกบางขวาง) ในลำดับต่อไป”

แม้นั่นจะเป็นปัญหาความเสื่อมเสียในกระบวนการยุติธรรมปกติ ไม่ใช่คดีการเมืองที่มีมากหลายยิ่งกว่า แต่ปรากฏออกมาสู่สาธารณะในระยะที่ผู้ครองอำนาจน่าจะถึงจุดสูงสุดประดุจตะไลเสียดฟ้าแล้วนั้น
ก็ยังเป็นนิมิตหมายให้เห็นว่าการแบ่งแยกแตกขั้ว และความยุติธรรมเลือกสีตลอดเกือบทศวรรษที่ผ่านมา อันเป็นผลให้เกิดลัทธิ ชังชาติ-ชั่วขึ้นในบางภาคส่วนของสังคมไทย อาจจะกำลังผ่อนคลายลง
เห็นได้จากอีกเรื่องที่ ภควดี วีระภาสพงษ์ นักแปล นักกิจกรรมสิทธิชื่อดังถึงกับร้อง “โอ๊ย ไทยโพสต์ค่ะไทยโพสต์ อ่านชื่อหัวไม่ผิดนะ” ผู้ให้ลายแทงเรื่องนี้อาจ คาดหมายได้แต่เรื่องราวนั้นเข้าข่าย คาดไม่ถึง เหมือนกัน
เธอโคว้ตบทความจาก ไทยโพสต์(You know นะ) หนังสือพิมพ์ของ โรจน์ งามแม้น คนที่แค้นฝังหุ่นทักษิณ ชินวัตร แล้วเลยกระโดดข้ามไป Dark side ฝ่าย ท.ทหาร ยืนยงน่ะ
 
ขณะเดียวกัน ยังมีหลายกรณีที่อยู่ในความสนใจของนานาชาติ เช่นกรณีของไผ่ ดาวดิน ซึ่งล่าสุดมีข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานถึงการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนในระหว่างที่ถูกกักขังอยู่ที่ทัณฑสถานฯ ขอนแก่น
มันเป็นส่วนหนึ่งของบทความเกี่ยวกับ “กองทัพสวนทางสิทธิมนุษยชน” ที่พูดถึง วาระแห่งชาติ ซึ่งรัฐบาล คสช. ยกเอา สิทธิมนุษยชน เป็นที่ตั้ง ทั้งที่เครือข่ายสิทธิมนุษยชนหลายแหล่งไม่ค่อยจะเชื่อน้ำยาพวกทหารกันเท่าไรนัก
สุณัย ผาสุข ตัวแทนฮิวแมนไร้ท์ว้อทช์ประจำไทยบอกกับ ประชาไท ว่า แค่คณะยึดอำนาจพยายามที่จะขัดเกลาภาพพจน์ของตนให้ดูดี (ในสายตานานาชาติ) เท่านั้น เพื่อที่บางทีจะทำให้การเลือกตั้งที่ว่าจะมาถึง เสมือนจริง ยิ่งขึ้น
ขณะที่ พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ เจ้าหน้าที่ฝ่ายงานเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฟอรั่มเอเชีย (Forum Asia) องค์กรสิทธิมนุษยชนระดับนานาชาติอีกหน่วยเห็นว่า “ต่อให้รัฐบาลประกาศวาระแห่งชาติ หากยังมีการดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหารก็ไม่ได้ก่อผลดีขึ้นมา”
อีกประเด็นที่พิมพ์สิริชี้ว่าจะไม่ทำให้วาระแห่งชาติเรื่องสิทธิมนุษยชนของ คสช. ดูดีได้มากนักตรงที่ “การพยายามเข้าไปแทรกแซงการทำหน้าที่ของกรรมการสิทธิมนุษยชน” โดยรัฐบาลทหารใช้วิธีการออกกฎหมายแก้ไขวิธีการสรรหากรรมการสิทธิฯ
แต่กลับเขียนกำหนดหน้าที่กรรมการฯ ให้มีลักษณะไปในทางช่วยเหลือรัฐบาลชี้แจง “ประเด็นที่อาจถูกเข้าใจผิด” ในเวทีนานาชาติเสียนี่ พิมพ์สิริติว่ามัน “ย้อนแย้งกับหลักการการดำเนินงานอิสระของกรรมการสิทธิมนุษยชน”

เห็นภาพกันแล้วว่า สิทธิมนุษยชน ในวาทกรรมของ คสช. กับของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนแท้จริงนั้นต่างกันอย่างไร ลองกลับไปดูบทความไทยโพสต์อย่างลงลึกกันใหม่
ไทยโพสต์พูดถึงการที่ไผ่ ดาวดิน หรือนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ผู้ต้องหาขัดคำสั่ง คสช. ร่วมกับเพื่อนนักกิจกรรมประท้วงและแสดงสัญญลักษณ์ต่อต้านคณะรัฐประหารหลายคดี ตามประมวลความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๖
รวมทั้งถูกยัดข้อหา ๑๑๒ โดย เสธ.พี้ช ผู้ยิ่งใหญ่ (ปิดถนนจัดงานแต่งเมีย) ฐานที่แชร์บทความของบีบีซีไทย เกี่ยวกับพระราชประวัติในหลวงรัชกาลที่ ๑๐ ทั้งที่บีบีซีไทยเอง และคนที่แชร์บทความอีก ๒ พันคนไม่โดนข้อหานี้
ตามที่มีข่าวว่าไผ่ถูกผู้คุมเรือนจำภูเขียวตบหัวหนักๆ ๓ ครั้ง ตอนที่เขาถูกย้ายจากเรือนจำขอนแก่นไปเพื่อฟังการพิจารณาคดีประท้วง คสช. มิหนำซ้ำตอนเข้าเรือนจำภูเขียวไผ่ถูกตรวจช่องทวารหนัก ถูกชักอวัยวะเพศขึ้นลง ๕ ครั้ง
นัยว่าเป็นการตรวจยาเสพติดเฉกเช่นผู้ต้องหาอาชญากรรมหนักและผู้ติดยาเสพติด ทั้งที่ “เขาก็ถูกย้ายมาจากอีกเรือนจำหนึ่ง ไม่ใช่ผู้ต้องขังที่เข้าเรือนจำใหม่” ทำไมต้องทำการตรวจยาเสพติดอีก “ในเมื่อเขาก็ถูกขังอยู่ในเรือนจำตลอดเวลา”
ไทยโพสต์กล่าวถึงเรื่องกรณีไผ่ว่าเป็น “การละเมิดสิทธิมนุษยชนในระหว่างที่กักขัง” แล้วยังเอ่ยถึงการตายของนักเรียนเตรียมทหารซึ่งยังเป็นข่าวอื้อฉาวในขณะนี้ว่า “ฉายภาพของผู้มีอำนาจ ที่สวนทางกับการพยายามเดินไปข้างหน้าในกระบวนการสิทธิมนุษยชนของประเทศ”
กับโวหารท่อนฮุกของไทยโพสต์เรื่อง “ยังมีบรรยากาศการใช้อำนาจเกินขอบเขตและไร้การตรวจสอบได้ ปกคลุมอยู่ในสังคมไทย โดยเฉพาะหน่วยงานอย่างกองทัพ” ทำให้ต้อง “หันหลังกลับไปดำเนินการควบคู่กับการเริ่มต้นปฏิรูปกองทัพอย่างเร่งด่วน”

บอกตรงอีกเช่นกันว่า เนื้อหาที่ยกมาเหล่านั้นเคยเห็นนานพอควรบ้างแล้วจากสื่อ ผู้จัดการ แต่เพิ่งเห็นที่ ไทยโพสต์ นี่ครั้งแรก และไม่ได้มุ่งหวังเลยแม้แต่นิด ไม่ว่าจะเป็นระยะอันใกล้หรือไกล ที่จะได้เห็นจาก ทีนิวส์ หรือแม้แต่ สปริงนิวส์
การเปลี่ยนแปลงของสองแหล่งหลัง (ซึ่งแนบสนิทกับ คสช.) ไปหาทางสว่างนั้น ไม่มีความจำเป็นและไม่พึงประสงค์ เพราะรังแต่จะเป็นการตบตาแบบเดียวกับวาระแห่งชาติเรื่องสิทธิมนุษยชน การคงอยู่ของทั้งสองช่วยให้ทั่วโลกเห็นกระจ่าง ว่า ‘Dark side’ ประเทศไทยนั้นเป็นเช่นไร

แดนต่วยตูน



"หัวหิน"อ่วมน้ำท่วมมิดถนนเพชรเกษม หวั่น"ตูน"ลำบาก



https://www.dailynews.co.th/regional/611331


ooo

"ตูนฟีเว่อร์"บททดสอบสังคมไทย จะก้าวข้ามปัญหาสาธารณสุขได้หรือไม่?




https://www.youtube.com/watch?v=6ggQlkXe_Mc

jom voice

Published on Nov 22, 2017

นายสมบัติ บุญงามอนงค์ บก.ลายจุด นักเคลื่อนไหวทางสังคม ให้สัมภาษณ์ Thais Voice เกี่ยวกับโครงการ ก้าวคนละก้าว ของ ตูน บอดี้สแลม ในการวิ่งรับเงินบริจาคเงินจากประชาชนทั่วประเทศจากใต้สุดถึงเหนือสุดเพื่อนำเงินไปจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาล 11 จังหวัดทั่วประเทศซึ่งขณะนี้วิ่งเข้าสู่ภาคกลางแล้ว รวมยอดเงินบริจาค ระยะเวลา 23 วันที่ผ่่านมาได้มากกว่า 300 ล้านบาทแล้วว่า เป็นกิจกรรมที่สร้างสรรค์ และจัดขึ้นอย่างถูกที่ถูกเวลา และเป็นการเดิมพันด้วยชีวิตของตูน แต่โจทย์ ใหญ่ที่สังคมคาดหวังคือ การแก้ปัญหาระบบสาธารณสุขทั้งระบบ ซึ่งอาจจะไม่ใช่เป้าหมายของตูน และไม่แฟร์หากสังคมไทยหวังที่จะให้ตูนเป็นผู้นำเพื่อแก้ไขปัญหาระบบสาธารณสุขทั้งระบบ แต่เป็นหน้าที่ของสังคมไทยที่จะขับเคลื่อนกันต่อไป และกิจกรรมนี้จะเป็นบทพิสูจน์อีกครั้งว่า สังคมไทยยังคงเป็นสังคมตัวละคร หรือจะให้ความสำคัญกับหลักการหรือโครงสร้างของปัญหาที่แท้จริง

ขอความรับผิดชอบที่ไม่มี ให้เรื่องไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในกรณีที่รถไฟฟ้า BTS พังบ่อยมากๆ โดยเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วน!




เมื่อพระราชบัญญัติขัดแย้งกับคำสั่งหรือประกาศ คสช. :ชำนาญ จันทร์เรือง

สิ่งที่กำลังเป็นปัญหาปวดเศียรเวียนเกล้าต่อผู้ปฏิบัติเป็นอย่างยิ่งในปัจจุบันนี้ก็คือ การที่ได้มีพระราชบัญญัติ(พรบ.) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พรป.) ออกมาบังคับใช้แล้วใน 2 เรื่องใหญ่ๆ อันมี

พรบ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2558 เป็นต้นมา โดยที่ก่อนหน้านั้นก็ได้มีคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 3/2558 ประกาศใช้เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2558 และ พรป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2560 โดยที่ก่อนหน้านั้นได้มีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 57/2557 เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ.2557 ห้ามมิให้พรรคการเมืองที่มีอยู่แล้วดำเนินการประชุมหรือดำเนินกิจการใดๆ ในทางการเมือง

จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่าตกลงจะเอาอย่างไรกันแน่ ฝ่ายรัฐบาลหรือ คสช.ก็ยังยืนยันที่จะบังคับใช้คำสั่งและประกาศของตนเองต่อไป ทั้งๆ ที่มี พรบ. และ พรป. ประกาศใช้แล้ว โดยอ้างว่าบ้านเมืองยังไม่เรียบร้อย

จึงเกิดเป็นประเด็นปัญหาสำหรับนักกฎหมายว่าตกลงจะเอาอย่างไรกัน เพราะที่ร่ำเรียนเขียนอ่านกันมาจากครูบาอาจารย์และตำหรับตำราก็บอกว่า ถ้ากฎหมายในเรื่องเดียวกันที่มีลำดับศักดิ์เท่ากันก็ให้ถือว่ากฎหมายใหม่ยกเลิกกฎหมายเก่าไปโดยปริยาย

อันนี้ตามหลักการที่ว่า “กฎหมายใหม่ย่อมเลิกกฎหมายเก่าซึ่งมีเนื้อหาอย่างเดียวกัน” นั่นเอง

แต่บางคนก็แย้งว่าคำสั่งหรือประกาศ คสช.นั้นมีที่มาจากรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมก็บอกว่าทั้ง พรบ.การชุมนุมสาธารณะฯ และพรป.พรรคการเมืองฯ ก็มาจากรัฐธรรมนูญเช่นกัน และมีลำดับศักดิ์ทางกฎหมายเท่ากันกับคำสั่งและประกาศ คสช.ทั้ง 2 ฉบับ

ปกตินั้น กฎหมายที่มีผลใช้บังคับแล้วย่อมมีผลใช้บังคับอยู่ต่อไปจนกว่าจะได้มีการยกเลิก ตามหลักการต่อไปนี้

1)การยกเลิกโดยตรง

1.1 มีการกำหนดเวลายกเลิกกฎหมายไว้ในกฎหมายฉบับนั้นเอง เช่น ให้กฎหมายนี้สิ้นสุดลงเมื่อพ้นกำหนด 3 ปี 5 ปี เป็นต้น
1.2 มีกฎหมายฉบับใหม่ที่มีลักษณะเช่นเดียวกันระบุยกเลิกไว้ ซึ่งอาจเป็นกฎหมายเรื่องเดียวกัน หรือกฎหมายอื่น ๆ หรือกฎหมายฉบับต่อ ๆ มาได้บัญญัติยกเลิกไว้ และในการยกเลิกนี้อาจเป็นการยกเลิกกฎหมายทั้งฉบับ หรือเป็นการยกเลิกเฉพาะบางบทบางมาตราก็ได้ โดยการจะยกเลิกอย่างไรต้องระบุไว้ให้ชัดเจนในกฎหมายฉบับนั้น

1.3 เมื่อพระราชกำหนดได้ประกาศใช้แต่ต่อมาสภาฯ ไม่อนุมัติพระราชกำหนดนั้น มีผลทำให้พระราชกำหนดนั้นถูกยกเลิกไป ทั้งนี้ ไม่มีผลกระทบต่อกิจการที่ได้กระทำไปในระหว่างที่บังคับใช้พระราชกำหนดนั้น

2)การยกเลิกโดยปริยาย หมายถึงกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติอย่างชัดแจ้งให้ยกเลิก แต่เป็นที่เห็นได้ชัดจากเนื้อหาของกฎหมายฉบับใหม่ ว่าเป็นการยกเลิกกฎหมายเก่าไปโดยปริยาย เช่น

2.1 กฎหมายใหม่และกฎหมายเก่ามีข้อความไม่ตรงกัน เช่น บัญญัติข้อความนเรื่องเดียวกันแตกต่างกันออกไป จึงถือว่ากฎหมายใหม่ยกเลิกกฎหมายเก่าโดยปริยาย

2.2 กรณีที่กฎหมายเก่ามีข้อความขัดกับกฎหมายใหม่ คือบัญญัติไว้อย่างตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องเดียวกัน จึงถือว่ากฎหมายใหม่ยกเลิกกฎหมายเก่าแล้วเช่นกัน

2.3 แม้กฎหมายใหม่และกฎหมายเก่ามีบทบัญญัติในกรณีใดกรณีหนึ่งเป็นอย่างเดียวกัน ก็ยังต้องถือว่ากฎหมายใหม่ยกเลิกกฎหมายเก่าเช่นเดียวกัน นั่นคือกฎหมายใหม่ไม่ประสงค์จะให้ใช้หรืออ้างอิงกฎหมายเก่า แม้ว่าจะมีข้อความเดียวกับกฎหมายใหม่ก็ตาม มิฉะนั้นจะออกกฎหมายใหม่มาทำไม

2.4 เมื่อยกเลิกกฎหมายในลำดับที่สูงกว่าแล้ว กฎหมายในลำดับรองที่ออกโดยอ้างอิงอำนาจตามกฎหมายที่สูงกว่าย่อมถูกยกเลิกไปโดยปริยาย

เช่น เมื่อยกเลิกพระราชบัญญัติแล้ว พระราชกฤษฎีกาที่ออกโดยอำนาจของพระราชบัญญัตินั้นจะถูกยกเลิกไปในตัวด้วย เพราะพระราชบัญญัติเป็นกฎหมายแม่บท เมื่อกฎหมายแม่บทถูกยกเลิกไปแล้ว พระราชกฤษฎีกาซึ่งออกมาเพื่อจะให้มีดำเนินการให้เป็นกฎหมายแม่บทก็จะถูกยกเลิกไปด้วย ฯลฯ

แต่ในเรื่องของรัฐธรรมนูญเมื่อถูกฉีกหรือถูกยกเลิกแล้วไทยเรายังมีความลักลั่นกันอยู่อย่างมาก เช่น เมื่อประชาชนจะยื่นเสนอร่างกฎหมายก็อ้างว่า รัฐธรรมนูญเก่าถูกยกเลิกไปแล้วรัฐธรรมนูญใหม่ (ชั่วคราวปี 57)  ไม่มีเรื่องนี้จึงเสนอไม่ได้

ส่วนในกรณีองค์กรอิสระทั้งหลายที่ตั้งขึ้นโดย พรป. ทั้งปี 40 และ 50 กลับยังคงอยู่ต่อหน้าตาเฉย โดยอ้างว่ารัฐธรรมนูญถูกยกเลิกไปก็จริงแต่ พรป. ไม่ได้ถูกยกเลิกไปด้วยนี่ อย่างนี้ก็มี

จากหลักเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่า เมื่อมี พรบ.การชุมนุมสาธารณะฯ ออกมาบังคับใช้แล้วคำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 ที่ห้ามชุมนุมหรือมั่วสุมตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปย่อมสิ้นผลไปโดยปริยายตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2558 เป็นต้นมาแล้ว

และในทำนองเดียวประกาศ คสช.ที่ 57/2557 ในส่วนของการห้ามดำเนินการประชุม หรือดำเนินกิจการใดๆ ในทางการเมืองย่อมสิ้นผลไปโดยปริยายเช่นกัน

กอปรกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 279 วรรคแรก บัญญัติให้การยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมประกาศหรือคำสั่งของ คสช.หรือหัวหน้าคณะ คสช. ให้กระทำได้โดยทำเป็นพระราชบัญญัติ ซึ่งทั้งสองกรณีก็มี พรบ.ว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะฯ และพรป.ว่าด้วยพรรคการเมืองฯ ออกมาบังคับใช้แล้ว

ประเด็นที่เป็นปัญหาเกิดขึ้นอยู่ที่ การเลือกปฏิบัติหรือการเลือกบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ยังลักลั่นในเรื่องของการชุมนุมสาธารณะ เดี๋ยวใช้ พรบ.ชุมนุมฯ เดี๋ยวใช้คำสั่งคสช.ฯ

และการไม่กล้าดำเนินการประชุม หรือดำเนินกิจการใดๆ ในทางการเมืองของพรรคการเมืองตาม พรป.ว่าด้วยพรรคการเมืองฯ เพราะเกรงจะถูกดำเนินคดีหรือถูกดำเนินการด้วยวิธีอื่นใด(ทั้งๆ ที่ในข้อเท็จจริง พรรคการเมืองมีการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองโดยพฤตินัยกันอยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นจะมีแถลงการณ์ในนามของพรรคฯ ออกมาได้อย่างไรหากไม่มีการประชุมกัน) เป็นตัวอย่างเห็นได้ชัดถึงความลักลั่นดังกล่าวข้างต้น

ผมอยากเรียกร้องให้นักกฎหมายได้ใช้ความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ และความกล้าหาญที่จะยืนหยัดและยืนยันความถูกต้องตามหลักวิชาการ ในการตีความกฎหมายเพื่อที่จะให้บ้านเมืองกลับสู่ทำนองคลองธรรมตามหลักนิติรัฐนิติธรรม

ผู้มีอำนาจมาแล้วก็ไป แต่ผู้ปฏิบัติหรือเจ้าหน้าที่ยังคงอยู่พร้อมด้วยพยานหลักฐานต่างๆ สิ่งที่ทำผิดทำนองคลองธรรม ผิดหลักวิชาการในตอนนี้ อาจจะยังไม่ได้ส่งผลต่อผู้ปฏิบัติเพราะคิดว่า “เมื่อเสียงปืนดังขึ้น เสียงกฎหมายก็เงียบลง”

แต่อย่าลืมนะครับว่า“เมื่อเสียงปืนเงียบลง เสียงกฎหมายก็ดังขึ้น” ได้เช่นกันครับ ใครทำเลอะๆเทอะๆ ไว้ก็รอรับผลแห่งการกระทำนั้นเถิดนะ
-----------

หมายเหตุ เรียบเรียงจากบทความตีพิมพ์ในกรุงเทพธุรกิจ ฉบับประจำวันพุธที่ 22 พฤศจิกายน 2560

กก.สิทธิฯ ตกใจหมอควักอวัยวะ 'น้องเมย' จี้ รื้อธำรงวินัย เข้าข่ายทรมาน - ไทยรัฐออนไลน์





กก.สิทธิฯ ตกใจหมอควักอวัยวะ 'น้องเมย' จี้ รื้อธำรงวินัย เข้าข่ายทรมาน


23 พ.ย. 2560
ไทยรัฐออนไลน์


"อังคณา" ระบุปม "น้องเมย" ญาติมีสิทธิผ่าพิสูจน์กี่รอบก็ได้ หากข้องใจสาเหตุการตาย ชี้แพทย์เอาอวัยวะออกต้องให้ญาติยินยอม แนะเยียวยาครอบครัว เผย กสม.พร้อมตรวจสอบหากญาติร้องไม่ได้รับความเป็นธรรม

เมื่อวันที่ 23 พ.ย.60 นางอังคณา ลีนะไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) กล่าวถึงการเสียชีวิตของนักเรียนเตรียมทหาร ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือ น้องเมย ว่า รู้สึกตกใจและแปลกใจกับการที่แพทย์ออกมาระบุในทำนองว่าสามารถเอาอวัยวะภายในของน้องเมยออกไปได้ ทั้งที่ความจริงแล้วจะทำอะไรก็ควรต้องบอกกับญาติให้ทราบชัดเจนก่อน ซึ่งก็ไม่ควรทำด้วยวาจาแต่ต้องทำเป็นเอกสารและให้เซ็นยินยอม

ทั้งนี้การที่ญาติยังมีความข้องใจเกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิต ก็เป็นสิทธิที่จะผ่าศพพิสูจน์อีกกี่ครั้งก็ได้ เหมือนกับกรณีของนายห้างทอง ธรรมวัฒนะ ที่ก็มีการผ่าพิสูจน์หลายครั้ง ส่วนกรณีดังกล่าวจะถือว่าเข้าข่ายละเมิดหรือไม่นั้น ต้องสรุปชัดเจนก่อนว่าน้องเมย เสียชีวิตเพราะอะไร หากเสียชีวิตโดยไม่ได้มีใครไปทุบทำร้ายเขา แต่เสียชีวิตเพราะถูกบังคับให้กระทำอย่างใดอย่างหนึ่งจนร่างกายรับไม่ไหว ก็ต้องถือว่าเขาเสียชีวิตโดยการที่มีคนซึ่งมีอำนาจบังคับให้เขาต้องทำแบบนั้น ซึ่งคนที่มีอำนาจคนนั้นก็ต้องรับผิดชอบ

นางอังคณา กล่าวต่อว่า ส่วนที่ทหารอ้างว่าเป็นเรื่องธำรงวินัย เป็นเรื่องปกติที่จะฝึกวินัย ความอดทนของนักเรียนใหม่นั้น ก็เห็นว่าประเทศไทยได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านทรมานแล้วทั้งปี 2550 และปี 2552 ซึ่งประเทศก็มีภาระผูกพันที่ต้องทำตามอนุสัญญานี้ และอนุสัญญาต่อต้านทรมานของสหประชาชาติก็ระบุไว้ว่าไม่ว่าสถานการณ์ใด รวมถึงสภาวะสงคราม การทรมานไม่สามารถเอามาใช้เป็นเหตุผลที่จะกระทำกับบุคคลอย่างไรก็ไม่ได้ อีกทั้งปัจจุบันมีร่างกฎหมายทรมานสูญหายที่ขณะนี้อยู่ในชั้นการแก้ไขของกระทรวงยุติธรรม โดยตามร่างกฎหมายนี้การทรมานทำไม่ได้ไม่ว่าในสถานการณ์ใดๆ และการทรมานตามนิยามนี้ไม่ได้หมายถึงการทรมานด้านร่างกายอย่างเดียว แต่หมายรวมถึงการทรมานด้านจิตใจ การบังคับขู่เข็ญด้วย ฉะนั้นการธำรงวินัย เช่น การชกท้อง หรือบังคับให้ทำอะไรหนักๆ เกินกว่าร่างกายจะรับไหว มันก็เข้าข่ายเป็นการทรมานอยู่แล้วซึ่งก็ทำไม่ได้

"ก็เป็นคำถามที่ท้าทายทางทหารเหมือนกันว่า ต่อไปเรามีกฎหมายต่อต้านการทรมานแล้วเรายังบอกว่าธำรงวินัยเป็นวัฒนธรรมของโรงเรียนที่จะต้องรักษาไว้ให้ยังคงอยู่อีกหรือ เพราะถ้ากฎหมายทรมานสูญหายมีผลบังคับใช้ วิธีการที่เป็นการบังคับจิตใจหรือทำให้เกิดความทุกข์ทรมานร่างกาย จิตใจ ผิดกฎหมายหมดเลย เพราะถือว่าเป็นอาชญกรรม การจะทำให้คนรู้รักษาวินัย มีวิธีการการอื่นๆ อีกมากมาย และประเพณีวัฒนธรรมอะไรที่ไม่ดี ไม่ถูกต้องก็ควรจะปรับปรุง ซึ่งรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเอาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียน หากรัฐบาลจะประกาศเอาเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นวาระแห่งชาติ ก็ควรจะปฏิรูประบบนี้เสีย" นางอังคณา กล่าว

นางอังคณา กล่าวต่อว่า ในส่วนของญาติผู้เสียหาย หากรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมก็สามารถร้องต่อ กสม.ได้ ซึ่งจะมีการเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริง ว่ามีการละเมิดหรือไม่ แต่ก็ยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องที่จะทำให้เกิดความจริงได้ง่ายเพราะผู้ที่เห็นเหตุการณ์ คือนักเรียนนายร้อยด้วยกันซึ่งอยู่ที่ว่าจะพูดหรือไม่ เพราะก็อาจจะอ้างเรื่องวินัย พูดไม่ได้ เป็นความลับราชการ ก็ยากจะหาหลักฐาน จริงๆ เรื่องนี้ถ้าหากเจ้าหน้าที่ระดับสูงคิดว่า เป็นเรื่องที่ควรจะเยียวยาครอบครัวเขาก็ควรบอกความจริงกับเขาดีกว่า


ooo

ooo



หุบปาก! เจ้าหน้าที่สตาร์ลิ่ง อยากโดนแดกสมองอีกคนใช่มั้ย


หนังฝังมุก

ooo

เรื่องเล่าอดีตทหารเกณฑ์



“ก่อนเข้าไปเป็นทหารเกณฑ์ ผมเคยคุยกับเพื่อน บางหน่วยมีแค่สั่งทำโทษ แต่ไม่ถึงเนื้อถึงตัวเลย ขณะหน่วยผมค่อนข้างถึงเนื้อถึงตัว สิ่งที่ครูฝึกพูดเป็นประจำคือ ‘เดี๋ยวมึงโดนแดก!’ ซึ่งมีหลายเลเวล ตั้งแต่เอาสายยางรดน้ำต้นไม้ตัดสั้นฟาดก้น ไม้กวาด หยิบอะไรได้ก็เอา ถ้าทำโทษก็มีวิดพื้น สก็อตจั๊ม ที่บ่อยสุดคือพุ่งหลัง ช่วงแรกๆ โดน 50 ครั้งก็หนักแล้ว เวลาผ่านไปโดนเป็น 100 ครั้ง ผมเคยโดนมากสุด 500 ครั้ง มันคือการใช้พลังอำนาจ แสดงว่า ‘กูเอาอยู่!’ ผลผลิตที่เขาอยากได้คือความพร้อม ไม่ใช่ความครีเอทีฟ ไม่ใช่ความฉลาด แค่ทำตามให้ได้ก็พอ ซึ่งพอมาใช้กับโลกภายนอกที่หมุนเร็ว มันไม่เวิร์คหรอก

“สัปดาห์แรกเลย ตอนนั้นทุกคนนั่งรวมกัน แบ่งเป็นสองกลุ่ม ผมขอตัวไปเข้าห้องน้ำ แล้วพอกลับมานั่ง ผมดันไปนั่งผิดกลุ่ม พอมีการนับจำนวน คนขาด ครูฝึกถามว่า ‘ใครเข้าแถวผิด!’ ผมเลยแสดงตัว หน้าครูฝึกโกรธเหี้ยๆ โดนแน่นอน ผมเดินไปหา ครูฝึกพูดเสียงดัง ‘ถอดแว่น!’ เขาเอาแฟ้มในมือฟาดหน้าอย่างแรง ผมหน้าหันเลย ไม่มีความคิดอยากสวนกลับ จังหวะที่ทหารใหม่โดนแดก แค่เงยหน้าไปมองตา ก็มีโอกาสโดนซ้ำแล้ว มันเคยเกิดขึ้นด้วยนะ เวลาใครพยายามจะอธิบาย ครูฝึกมักพูดว่า ‘มึงชี้แจงเหรอ!’ ทางเดียวคือเราต้องยอม ครูฝึกพูดอะไรมา เราจะเงียบ อธิบายไม่ได้หรอก รูปประโยคถูกทำให้สั้น บอกแค่เหตุผล แล้วรับกรรมไปเลย

“บางวันยืนเฉยๆ ยังมีคนโดน หาว่ามองหน้าเหรอ เล็บยาว หนวดยาว กระดุมลืมติด โดนได้ทุกอย่าง ครูฝึกเคยสั่งให้หมอบตอนอาบน้ำ สั่งให้เอาหน้าไปแนบตูดเพื่อน หรือให้ตั้งแถวตอนเรียงหนึ่ง แล้วจับไข่เพื่อน เดินวนรอบห้องน้ำ บางทีก็ดึงผ้าขนหนูไปซ่อน ดึงชุดไปโยนไว้ไกลๆ ไม่มีคำอธิบายว่าทำไปทำไม เพราะไม่มีใครกล้าตั้งคำถาม โอเค มันคงมีเรื่องต้องแอ็คทีฟตลอดเวลา ต้องเชื่อฟังผู้บังคับบัญชา แต่ระหว่างทางทำแล้วมันส์ไง กลายเป็นความบันเทิงของครูฝึก แล้วเหมือนอยู่ในร่องรอยการฝึกด้วยนะ แต่ผมมองว่านี่ไม่เกี่ยวกับการฝึกแน่ๆ ไม่เกี่ยวกับวินัยของทหารแล้ว

“ตอนอยู่ข้างนอก ผมให้คุณค่ากับความถูก-ผิดที่หลากหลาย แต่ทหารมีความถูกต้องหนึ่งเดียว กินข้าวแบบนี้ พูดแบบนี้ สูงต่ำแบบนี้ นอกเหนือจากภาพจำ คือผิด ถ้าผิดจะโดนลงโทษ ทำให้กลัว มันได้ผลในกลุ่มเล็กในระยะสั้น แต่พอทหารไปบริหารในสเกลประเทศ ใช้มายเซ็ตแบบนี้ อะไรไม่ใช่สิ่งที่เขาคิดว่าควรเป็น คือผิด สิ่งที่ทำไม่ใช่การประนีประนอม แต่คือการลงโทษ คิดว่าคนนั้นจะกลัว แต่วิธีนั้นไม่เวิร์คกับโลกข้างนอก เขาใช้ความกลัวกดคนไม่ได้ตลอดหรอก คุณกำลังผลิตคนเป็นแสนที่ไม่ตั้งคำถาม ยินยอมกับระบบ สร้างลำดับชั้นที่ไม่ได้วัดจากความสามารถ วินัยของทหารคือการเอาทุกคนมาอยู่บนเส้นเดียวกัน ตื่นเช้าได้ ปูเตียงได้ ซักผ้าได้ โอเค เหล่านี้คือพาร์ทที่ดีขึ้น แต่มันมีพาร์ทที่กดลงเต็มไปหมด สิ่งที่รู้สึกระหว่างทางตลอด คือการถูกลดทอนความเป็นมนุษย์ไปเรื่อยๆ เราไม่มีสิทธิในร่างกายตัวเองเลย”


มนุษย์กรุงเทพฯ

ooo



ooo




ข้อเสนอต่อรัฐบาลให้ดำเนินการ เพื่อให้สอดคล้องกับกรณีการประกาศเรื่องสิทธิมนุษยชน เป็นวาระแห่งชาติ - Sand Wongnapachant





กรณี ครม.ไฟเขียว ประกาศเรื่องสิทธิมนุษยชน เป็นวาระแห่งชาติ ดิฉันมีความเห็นว่าการที่รัฐบาลเห็นความสำคัญเรื่องสิทธิมนุษยชน และประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติ เป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ทั้งนี้รัฐบาลควรจะเป็นต้นแบบและละเว้นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชน หรือยกเลิกคำสั่งที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะมาตรา 44 ของคสช. เนื่องจากปัจจุบันกฎหมายรัฐธรรมนูญได้ประกาศใช้แล้ว แต่รัฐบาลยังคงใช้อำนาจตามคำสั่งของคณะปฏิวัติที่เอื้ออำนาจให้นายกรัฐมนตรีจนสร้างความหวาดระแวงทั้งข้าราชการและประชาชนซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง

พร้อมกันนี้ดิฉันจึงขอเสนอต่อรัฐบาลให้ดำเนินการ เพื่อให้สอดคล้องกับกรณีการประกาศเรื่องสิทธิมนุษยชน เป็นวาระแห่งชาติโดยขอให้ยกเลิกการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอื่นอีกดังนี้

1.ขอให้รัฐบาลยกเลิกคำสั่ง และประกาศทั้งหลายตั้งแต่การยึดอำนาจปกครองประเทศที่ยังมีผลใช้บังคับอยู่ในขณะนี้อันเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน และยกเลิกการใช้วิธีการนำตัวประชาชนไปปรับทัศนคติ โดยเฉพาะประชาชนผู้เห็นต่าง รวมไปถึงในบางกรณีที่เกิดการควบคุมตัวประชาชนโดยไม่มีความผิด และให้ความเป็นธรรม ให้ความยุติธรรมกับผู้ต้องหาทางการเมืองทุกคน รวมทั้งยกเลิกการให้พลเรือนขึ้นศาลทหาร

2. ขอให้รัฐบาลยกเลิกกฎหมายและมาตรการใดๆ ที่จะนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายแบบเลือกปฏิบัติ และสร้างความไม่เท่าเทียมและขัดแย้งกันในสังคม และดำเนินการเพื่อให้เกิดการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมโดยเร็ว

3. ขอให้รัฐบาลเปิดพื้นที่ให้ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี ให้ประชาชนสามารถแสดงออกทางความคิด เสนอแนะต่างๆโดยแนวทางสันติและโดยอิสระ เพื่อเปิดพื้นที่รับฟังความเห็นที่แตกต่างตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย และเป็นการสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาสังคมและหาทางออกให้ประเทศชาติ

4. สุดท้ายขอให้รัฐบาลคืนอำนาจให้กับประชาชน หยุดไล่ล่าทางการเมือง เคารพสิทธิ เสียง และสิทธิทางการเมืองของประชาชน เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสได้ใช้สิทธิใช้เสียงของตนอย่างเท่าเทียมกัน ให้ประเทศเดินไปตามครรลองในระบบประชาธิปไตย

ซึ่งถ้ารัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้ก่อน ก็จะทำให้ทุกฝ่ายสามารถยอมรับการ ประกาศเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นวาระแห่งชาติ ของรัฐบาลได้อย่างไม่มีข้อโต้แย้งหรือสงสัย ทั้งนี้หากรัฐบาลไม่ดำเนินการแก้ไขยกเลิกหรือมีมาตรการกับสิ่งที่ได้ปรากฏอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่มีอยู่อย่างเห็นได้ชัด ก็อาจจะพูดได้ว่าการประกาศวาระแห่งชาติดังกล่าวคือสักแต่ได้ประกาศ แต่จะไม่เกิดผลเป็นรูปธรรมใดๆเลยแม้แต่น้อย



Sand Wongnapachant


(https://www.facebook.com/Sand.Chayika/photos/a.488809507831852.107516.419870098059127/1590238024355656/?type=3&theater)

ช่องทางชม TV24 สถานีประชาชนระหว่างถูกปิด ผ่านช่องทางออนไลน์





..คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ มีคำสั่งให้สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม TV24 สถานีประชาชน ยุติการออกอากาศในเที่ยงคืนนี้ (เวลา 0.01น. ของวันที่ 24 พฤศจิกายน 2560) เป็นเวลา 30 วัน เนื่องจาก "รายการคมข่าว" และ "รายการ ไฟเขียวความคิด" ขัดต่อเงื่อนไขการอนุญาตประกอบกิจการ.

คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ระงับออกอากาศโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ช่อง TV24 สถานีประชาชน เป็นระยะเวลา 30 วัน ตั้งแต่ ตั้งแต่เวลา 00.01 น. ของวันที่ 24 พฤศจิกายน 2560 เป็นต้นไป หากบริษัทฯ ไม่พอใจในคำสั่งดังกล่าว สามารถใช้สิทธิโต้แย้งโดยยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองได้ภายใน 90 วัน

อย่างไรก็ตาม ท่านสามารถรับชม TV24 สถานีประชาชน ผ่านช่องทางออนไลน์ได้ดังต่อไปนี้

www.komkhao.com

https://youtu.be/m_MkxFbIEYY

https://www.facebook.com/komkhaoTV24/videos/934766736670478/

https://twitter.com/KomkhaoTV24

https://www.instagram.com/komkhaotv24/

Cr: TV24 สถานีประชาชน PEACE TV Jatuporn Prompan - จตุพร พรหมพันธุ์

https://www.facebook.com/tv24official/

Thorn Sasivimolkul


ooo


พานทองแท้ สอน "เพื่อนย่อมไม่รังแกเพื่อน" หลังประยุทธ์อ้าง "นี่เพื่อนฉันเอง"






23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
TV 24 สถานีประชาชน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์รูปไมโครโฟนสำนักข่าว "วอยซ์ทีวี" ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ พร้อมข้อความระบุว่า "เพื่อนย่อมไม่รังแกเพื่อน" หลังจากวานนี้ (22 พฤศจิกายน 2560) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวกับสื่อมวลชน โดยหยิบไมโครโฟนของสำนักข่าววอยซ์ทีวีขึ้นมาและพูดว่า "นี่เพื่อนฉันเอง" และก่อนหน้านี้ได้ชวนสื่อดูรายการประกวดร้องเพลงรายการหนึ่ง แต่พูดชื่อผิดเป็น "วอยซ์ทีวี" แล้วระบุว่า "เผอิญวอยซ์ทีวีเป็นเพื่อนรักกันไง"

"สิทธิมนุษยชน"เป็นวาระแห่งชาติ วาระซ่อนเร้น..สร้างภาพ"เผด็จการคสช."




https://www.youtube.com/watch?v=cd8Nx9dU12k

"สิทธิมนุษยชน"เป็นวาระแห่งชาติ วาระซ่อนเร้น..สร้างภาพ"เผด็จการคสช."


jom voice
Published on Nov 22, 2017

นายสุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาองค์กรสิทธิมนุษยชนสากล ประจำประเทศไทย หรือ Human Rights Watch ให้สัมภาษณ์ Thais Voice กรณีคณะรัฐมนตรี มีมติเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายนที่ผ่านมา กำหนดให้ ปัญหาการสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยเป็นวาระแห่งชาติว่า เป็นการสร้างภาพเพื่อหลอกลวงชาวโลกมากกว่า เพราะในความเป็นจริงทั่วโลกก็รู้ว่า รัฐบาลเผด็จการทหารไทย เป็นผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนคนไทยเสียเอง และเป็นผู้ทำให้เรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นปัญหาวิกฤติอย่างที่สุดอยู่ในสังคมไทยในเวลานี้ ดังนั้นการกำหนดให้เรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ ก็เพียงเพื่อที่จะใช้เป็นข้ออ้างกับนานาชาติ หลังจากที่ประกาศว่าจะให้มีการเลือกตั้งในปลายปีหน้า

ooo

ความตาย"น้องเมย"ทำลายเกียรติยศ-ศักดิ็ศรี กองทัพไทย..อีกครั้ง


 

https://www.youtube.com/watch?v=p7udNJnCUqI

jom voice

Published on Nov 21, 2017

นายสุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาองค์กรสิทธิมนุษยชนสากล หรือ Human Rights Watch ประจำประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ Thai Voice กรณีการเสียชีวิตของ"น้องเมย" หรือ นายภคพงษ์ ตัณกาญจน์ นักเรียนโรงเรียนเตรียมทหารว่า กองทัพต้องหยุดปกป้องคนของตัวเองที่ทำผิดกฎหมาย และอยากจะให้ศพของน้องเมยเป็นศพสุดท้ายที่มีสาเหตุการตายจากการฝึกทหารในกองทัพ
ooo





#TV24 #BreakingNews คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ มีคำสั่งให้สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม TV24 สถานีประชาชน ยุติการออกอากาศในเที่ยงคืนนี้ (เวลา 0.01น. ของวันที่ 24 พฤศจิกายน 2560) เป็นเวลา 30 วัน เนื่องจาก "รายการคมข่าว" และ "รายการ ไฟเขียวความคิด" ขัดต่อเงื่อนไขการอนุญาตประกอบกิจการ


วันพฤหัสบดี, พฤศจิกายน 23, 2560

"ดูเหมือนว่า คสช. สร้างศัตรูกับทุกฝ่ายถ้าไม่ใช่ลิ่วล้อของตน" นั่นคือความเสื่อม

มันไม่ง่ายอย่างนั้นละนะ แค่ประกาศว่าสิทธิมนุษยชนเป็นวาระแห่งชาติ แล้วจะทำให้รัฐบาล คสช. พ้นมลทินเรื่องใช้อำนาจกดขี่ละเมิดสิทธิประชาชนไปได้

อย่างที่ อจ.โสรัจจ์ หงส์ลดารมภ์ ว่าไว้ ต้องให้ OHCHR องค์กรสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติเข้ามาตรวจการกระทำของตัวเองเสียก่อนว่าผ่านไหม เท่าที่ผ่านมากว่าสามปีมีแต่องค์กรสิทธิหลายแห่งเตือนแล้วเตือนอีกว่าลุกล้ำปฏิญญาสากลสิทธิมนุษยชนหลายหนแล้ว

ถ้อยคำเก๋ไก๋สวยหรู “๔ สร้าง + ๓ ปรับปรุง + ๒ ขับเคลื่อน + ๑ ลด = Goal” ไม่ทำให้ภาพพจน์เผด็จการใช้อำนาจข่มเหงผู้เห็นต่าง และตุลาการวิบัติ หมดไปได้ง่ายๆ

กรณีนักเรียนเตรียมทหารเสียชีวิตปริศนา แล้วมีคนใหญ่โตใน คสช. ทั้งรองหัวหน้าฝ่ายความมั่นคงและ ผบ.ตร. ออกมาแก้ตัวว่าเป็นเรื่องธรรมดา นี่น่าจะเป็นในบุรุนดา เยเมน หรือเกาหลีเหนือเสียมากกว่า

นานาชาติอื่นๆ เขารู้เช่นเห็นแจ้งทั้งนั้น รวมถึงการดำเนินคดีต่อ ไผ่ ดาวดิน หลายข้อหาหนักๆ ไม่ว่า ๑๑๒ ๑๑๖ หรือขัดคำสั่งคณะรัฐประหาร แล้วคุมขังยาวไม่ยอมให้ประกันจนบางคดีระยะเวลาที่ติดคุกรอการพิจารณานั้นยาวกว่าโทษที่ควรได้รับหากถูกพิพากษามีความผิดตามฟ้องด้วยซ้ำ 
“ศาลทหารได้ยกคำร้องขอให้สั่งปล่อยตัวไผ่จากคดีชูป้ายคัดค้านรัฐประหาร แม้ทนายจำเลยแย้งว่าถูกขังจนครบอัตราโทษสูงสุดแล้ว อาจไม่อยู่ในอำนาจกฎหมายหากยังไม่มีคำสั่งปล่อยตัว รวมถึงอาจเป็นการจำกัดสิทธิของผู้ต้องขัง 
โดยสรุป ศาลชี้ว่าอยู่ในดุลพินิจของศาลในการพิจารณา และถึงอย่างไรจำเลยก็ต้องจำคุกอยู่แล้วในคดี ๑๑๒”
ความเห็นที่สองซึ่งตรงกับความเห็นของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวคือ ศาลไม่มีอำนาจที่จะขังจำเลยไว้ระหว่างพิจารณาคดีเกินกว่าโทษจำคุกสูงสุดตามกฎหมายได้
เนื่องจากจะเป็นการทำให้จำเลยซึ่งอยู่ในฐานะเป็นผู้ที่ได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนโดยกฎหมายว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ถูกปฏิบัติเหมือนผู้ถูกพิพากษาว่ากระทำความผิดแล้ว
และได้ยังรับการลงโทษจำคุกหนักกว่าโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำความผิดเสียอีก อันเป็นการกระทบต่อสิทธิในกระบวนการยุติธรรมที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๙ ให้การคุ้มครองจำเลยในคดีอาญาไว้” 

การใช้อำนาจเป็นอาญาสิทธิ์โดยไม่คำนึงถึงมาตรฐานสากล ชนิดที่พวกตัวใหญ่ๆ ทั้งหลายนึกจะพูดโพล่งอย่างไรก็ได้ไม่ยับยั้งชั่งใจระวังปาก ผิดพลาดแล้วค่อยมาแก้ทีหลัง อย่างพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พ่นออกมาทันควันเมื่อถูกถามถึงการตายของ นตท.ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ ว่าอยากเข้าเตรียมทหารก็ต้องถูกซ่อมทั้งนั้น หรือบ่อยครั้งถ้าไม่มีใครกล้าท้วงกล้าเถียงก็ปล่อยเลยตามเลย

เช่นนี้ทำให้ความ เสียของ ในการยึดอำนาจมาเกือบสี่ปีของ คสช. ไปตกอยู่กับประชาชนและประเทศชาติ แม้นว่าพวก คสช. เองจะไม่ยอมรับก็ตาม

เรื่องเล็กน้อยไม่ควรพูดพล่อยชนิดหัวหน้า คสช.ไปอวดเก่งกับนักเรียนว่าสามารถหางานให้ทำได้ง่าย แค่ประชาชนคนหนึ่งไม่ต้องถึงกับองค์กรนานาชาติก็แย้งได้

“ผมว่านายกฯ น่าจะเข้าใจอะไรคลาดเคลื่อนไปนะครับ รบ.ก่อนอัตราการว่างงานเคลื่อนไหวในระดับ 0.5-0.9% และมีค่าเฉลี่ยที่ราวๆ 0.7%

แต่สมัย รบ.ทหาร อัตราการว่างงานเคลื่อนไหวในกรอบ 0.8-1.2% โดยค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1% สูงกว่า รบ.ยิ่งลักษณ์ 0.3%” 'WiPa. @WiPa_ng' ย้อนให้

แม้นว่าระยะนี้ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล คสช. จะพยายามสร้างภาพลักษณ์ของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ทั้งที่ดัชนีต่างๆ ยังไม่นิ่งตายตัวไปในทางนั้น แต่การโกหกซ้ำซากก็อาจทำให้ผู้พูดเผลอตัวไปได้ว่านั่นคือความจริง

เช่น ดัชนีความเชื่อมั่นการเติบโตทางอุตสาหกรรม เมื่อเดือนที่แล้วก็ยังไม่อาจขยับให้เพิ่มขึ้นได้ตามเป้าหมาย ตามที่ประธานสภาอุตสาหกรรมยอมรับเมื่อวานนี้ (๒๓ พ.ย.) ว่า “อยู่ที่ ๘๕.๙ ปรับตัวลดลงจาก ๘๖.๗ ในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา” ขณะที่ดัชนีคาดการณ์อยู่ที่ระดับ ๑๐๐ ขึ้นไป

อีกทั้งปัญหาราคายางพาราตกต่ำต่อเนื่องมาตลอดสามปีจนขณะนี้ปริ่มๆ จะเหลือสามโลร้อย รัฐบาล คสช. กลับใช้วิธีการควบคุมตัวแกนนำชาวสวนยางไปปรับทัศนคติไม่ให้มีเสียงโวยวาย

ปะเหมาะเคราะห์ร้ายที่แกนนำเหล่านี้เคยเป็นพวกที่ออกมาต่อต้านรัฐบาลที่แล้วนำร่องให้ คสช. เข้ายึดอำนาจ การณ์เลยกลายเป็นว่าจะทำให้เกิดเหตุ น้ำผึ้งหยดเดียว ไม่บังควรไปเสียฉิบ


หรือการพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถึงขอบข่าย พรบ.คอมพิวเตอร์ ว่าจะจัดการกับสื่อออนไลน์ ยกตัวอย่างรายการดนตรี เดอะว้อยซ์แต่กลับไปแว้งกัด ว้อยซ์ทีวีสำนักสื่อที่ตระกูลชินวัตรเป็นเจ้าของ


ทำให้ดูเหมือนว่า คสช. สร้างศัตรูกับทุกฝ่ายถ้าไม่ใช่ลิ่วล้อของตน นั่นก็เป็นความเสื่อมทั้งทางจรรยาและสมรรถภาพในการบริหารบ้านเมืองหนักข้อยิ่งขึ้นทุกวัน

การออกคำสั่ง คสช. ฉบับใหม่ ที่ ๕๑/๒๕๖๐ ให้อำนาจ กอ.รมน. เข้าไปกำกับควบคุมงานบรรเทาสาธารณะภัยแห่งชาติ นี่ก็แสดงชัดถึงเจตนาในการครองเมืองระยะยาวโดยคณะทหาร

ดูแต่ปัญหาน้ำท่วมปีนี้ ซึ่งวันนี้ถึงคราวภาคใต้ อ่วม กันบ้าง ตั้งแต่หัวหินขึ้นมาถึงเพชรบุรีนี่แล้ว ทั้งที่ปริมาณมิได้เทียบเท่ากับปี ๕๔ แต่ความเสียหายเดือดร้อนยิ่งกว่า เพราะการป้องกันแก้ไขไร้น้ำยา

กรรมของประชาชนคนไทย ที่คนกลุ่มนี้กำลังร่างคัมภีร์ชื่อยุทธศาสตร์ชาติให้บ้านเมืองจะต้องอยู่ในสภาพล้มเหลวต่อไปอีก ๒๐ ปี