วันอาทิตย์, ตุลาคม 02, 2559

อ้าววววววว ใหนบอกว่าส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียง งบเกษตรอินทรีย์แค่0.7% งบเศรษฐกิจพอเพียง0.3% เอง





อ้าววววววว

ใหนบอกว่าสมดุลย์ธรรมชาติสิ่งแวดล้อม
ใหนบอกว่าส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียง

งบเกษตรอินทรีย์แค่0.7%
งบเศรษฐกิจพอเพียง0.3% เอง

ในขณะที่แผ่นดินเต็มไปด้วยพิษเคมี อาหารก็พิษเจือปนทั้งแผ่นดิน สุขภาพปวงประชาก็มีแต่ทรุดกับทรุดด้วยสารพัดโรคเพราะร่างกายมันอ่อนแอหนักขึ้นเรื่อยๆ การส่งเสริมเกษตรอินทรีย์กลับมีงบให้แค่นั้น....ถามจริง เกรงใจใครเหรอครับท่าน????

เศรษฐกิจพอเพียงที่อ้างนักอ้างหนาแต่กลับมีงบแค่นั้น????

แต่ก็ทำๆไปเถอะครับ ยังไงก็มีคนเชื่ออภิมหาผู้นำแห่งยุค
ยุคที่กระเบื้องเฟื่องฟูลอย


สหพร ทิพย์จำนงค์


.....


ความเห็นจากโพสต์

เศรษฐกิจพอเพียง ท่องไว้สาวก เพราะได้งบตั้ง0.3%แน่ะ ว้าววว ประเทศนี้พอเพียงแว้วววววว

เศรษฐกิจพอเพียง แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว 5555+

เชื่อล้านเปอร์เซ็นต์ว่ารัฐบาลจะส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ก็ต่อเมื่อกลุ่มทุนเห้งเจียพร้อมที่จะยึดตลาดเกษตรอินทรีย์เท่านั้น

เข้ามาก็อ้างเศรษฐกิจพอเพียง ไปใหนก็ก็อ้างเศรษฐกิจพอเพียง แต่ทะลึ่งจัดงบประมาณไว้แค่0.3%
เชื่อกันเข้าไปครับ เชื่อกันให้เต็มที่เลย

ด่าแต่นักการเมือง ด่ากันแต่ยัยปูว์
ผมว่ายัยตู่หนักกว่าเยอะนะครับ

ประเทศไทยยังไม่สิ้นเคาะห์กรรม มีแต่จะหนักขึ้นเเรื่อยๆคงอีกไม่นานทุกอย่างจะชัดเจนขึ้นเรื้อยๆทั้งข้าวน้ำอาหารอากาศจะปนเปื้อนไปด้วยสารโลหะหนักและสารพิษคนจะล้มตายกัน...มันจะเอาความเจริญมาจากไหนกัน

พูดเรื่องประเทศเล็กๆอย่างไทยใช้เคมีอันดับ4-5ของโลก รับรองวงการส่งออกข้าวพินาศก่อนแน่ถ้าเขารู้ว่าเราใช้ยาฆ่าหญ้าในนาข้าว

บางครั้งความเจ็บปวดคือการแก้ปัญหาชั้นดี ไม่แน่นะ ผมอาจจะบอกต่างชาติซะเองว่านาไทยเกิน70%ใช้ยาฆ่าหญ้าในนาข้าว และใช้ตอนที่ปลูกข้าวแล้วแถมใช้ก่อนเก็บเกี่ยว นาอินทรีย์มันจะได้เกิดจริงๆซะที

เศรษฐกิจตกต่ำ แก้ปัญหาไม่เป็น บ้านเมืองมีแต่จะแย่ลง - ภาคอสังหาริมทรัพย์ทรุดหนัก ยอดขายตก ยอดปฏิเสธสินเชื่อสูง!!!





ภาคอสังหาริมทรัพย์ทรุดหนัก ยอดขายตก ยอดปฏิเสธสินเชื่อสูง!!!


BY SARA BAD ON SEPTEMBER 29, 2016
ISPACE Thailand

ภายใต้สภาพเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อธุรกิจหลายประเภท 1 ในธุรกิจที่กำลังได้รับผลกระทบเป็นอย่างมากก็คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งกำลังประสบปัญหาหลายประการทั้งยอดขายตก ยอดปฏิเสธสินเชื่อสูง โครงการก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ ราคาที่ดินที่ปรับตัวสูงขึ้นสวนทางกับรายได้ของประชาชน ฯลฯ





นายธำรง ปัญญาสกุลวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์และที่ปรึกษาสมาคมอาคารชุดไทยและประธานกรรมการ บริษัท นิรันดร์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด กล่าวว่า ปัญหาในปัจจุบันของผู้ประกอบการรายกลาง-เล็ก คือ ยอดขายที่ตกต่ำลง ทั้งจากปัญหาสภาพเศรษฐกิจที่ประชาชนไม่อยากก่อหนี้สินระยะยาว และการที่ลูกค้าถูกปฏิเสธสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ซึ่งมีอัตราการปฏิเสธที่สูงถึง 50% ซึ่งเป็นปัญหาที่ทำให้ยอดขายตกต่ำ และโครงการไม่สามารถพัฒนาต่อได้





ตลาดบ้านมือสองก็ตกต่ำไม่แพ้กัน “ERA” ยักษ์ใหญ่ธุรกิจแฟรนไชส์อสังหาริมทรัพย์มือสอง เปิดเผยว่ากำลังซื้อตลาดบ้านมือสองหดตัวลงตามสภาพเศรษฐกิจ และยอดการปฏิเสธสินเชื่อ โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตลาดล่างซึ่งต้องพึ่งพาสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ทำให้อัตราการเติบโตของตลาดบ้านมือสองตกลงมาอยู่ที่ 5-8% จากที่เคยเติบโต 8-15%


ด้านนายสมศักดิ์ มุนีพีระกุล สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ไทย (TREBA) และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟอร์เบสท์ พร็อพเพอร์ตี้ส์ จำกัด ระบุว่า ราคาที่ดินมีการปรับขึ้น 10-20% เป็นผลมาจากการปรับราคาประเมินใหม่ที่เฉลี่ยปรับเพิ่มสูงขึ้น 25% และคาดการณ์ว่าหากมีการประกาศใช้ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในปี 2560 อาจจะยิ่งทำให้ราคาที่ดินเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากผู้ขายจะผลักภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นมาให้กับผู้ซื้ออย่างแน่นอน





สำหรับปัญหาของผู้บริโภคนั้น นายอำพล วงศ์ศิริ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) เปิดเผยว่าสถิติการร้องเรียนของผู้บริโภคช่วงปีงบประมาณ 2559 (ตุลาคม 2558-กันยายน 2559) เรื่องร้องเรียนของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์มียอดสูงสุดเป็นอันดับ 1 ติดต่อกันมาตลอดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา



โดยปัญหาที่มีการร้องเรียนมากที่สุด คือ ก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามสัญญา

“ข้อร้องเรียนในส่วนของอาคารชุด เรื่องการก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามสัญญา มักเกิดกับโครงการที่พัฒนาโดยผู้ประกอบการรายกลาง-รายเล็ก คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 70-80% ของเรื่องร้องเรียน การก่อสร้างไม่แล้วเสร็จของผู้ประกอบการรายกลาง-รายเล็ก มีสาเหตุมาจากปัญหาการขาดสภาพคล่องของผู้ประกอบการ ในส่วนของผู้ประกอบการรายใหญ่ไม่ค่อยประสบปัญหาดังกล่าว เนื่องจากต้องการรักษาภาพลักษณ์ของบริษัท หรือมีก็เป็นส่วนน้อยและสามารถจบเรื่องได้ในขั้นตอนไกล่เกลี่ย” นายอำพลกล่าว







สำหรับอสังหาริมทรัพย์ใหม่รอขายในช่วงกลางปี 2559 จากข้อมูลของศูนย์ข้อมูลและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส หรือ AREA มีจำนวนที่อยู่อาศัยในมือผู้ประกอบการรอคนซื้ออยู่ทั้งหมด 174,750 หน่วย สร้างเสร็จตั้งแต่ 60% ขึ้นไป มีอยู่ 92,045 หน่วย ที่เหลือยังเสร็จไม่ถึง 60% มีถึง 82,705 หน่วย โดยห้องชุดและคอนโดมิเนียมเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีโครงการมากที่สุด แต่ก็สร้างได้เกิน 60% น้อยที่สุดด้วย







อย่างไรก็ตามสภาพของตลาดอสังหาริมทรัพย์ทั้งมือหนึ่ง และมือสองที่ซบเซาอย่างต่อเนื่องในวันนี้ เป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นภาวะเศรษฐกิจของไทยที่ตกต่ำลงได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการปฏิเสธสินเชื่อของสถาบันการเงินที่บ่งชี้ว่าประชาชนมีความน่าเชื่อถือทางการเงินที่ลดลงสอดคล้องกับภาวะหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น






นอกจากนี้ปัญหาโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จซึ่งมีสัดส่วนถึง 47% เช่นนี้ หากเศรษฐกิจยังตกต่ำต่อเนื่องอาจจะทำให้เกิดความเสียหายหนักต่อภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้


นี่เป็นอีกปัญหาสำคัญที่รัฐบาลคสช. ต้องแก้ไข คำถามก็คือรัฐบาลและทีมเศรษฐกิจมีแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างไร หรือ มีเพียงคำปลอบใจและขอให้เชื่อมั่นในรัฐบาลเท่านั้น!!!


Reference

http://www.thansettakij.com/2016/09/28/100503
http://www.thansettakij.com/2016/09/27/100903

รูปนี้โหดร้าย เพราะความจริงนั้นโหดร้าย หนึ่งภาพเผยความจริง.. สี่ทศวรรษ หกตุลาฯ





หนึ่งภาพเผยความจริง.. สี่ทศวรรษ หกตุลาฯ


ก้อง ฤทธิ์ดี
Meida Inside Out (มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์)
10/01/2016


รูปนี้โหดร้าย เพราะความจริงนั้นโหดร้าย

ขณะที่ความทรงจำลางเลือนไปแล้วและความจริงยังคงมืดมัว แต่รูปภาพหนึ่งสามารถสื่อเรื่องราว สะท้อนความจริงแสนเหี้ยมโหด แม้จะมีรูปภาพและข่าวสารมากมายเกี่ยวกับเช้าของวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เมื่อตำรวจและกลุ่มฝ่ายขวาติดอาวุธเข้าปิดล้อมและโจมตีนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข่นฆ่าและทารุณนักศึกษาจำนวนมากในเหตุการณ์ที่นับเป็นหนึ่งในเหตุการณ์นองเลือดที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของไทย แต่มีภาพหนึ่งที่ถ่ายโดย นีล อูเลวิช ช่างภาพของสำนักข่าวเอพี เก็บบันทึกความโหดร้ายอันเลือดเย็น ความบ้าคลั่ง ของเช้าวันนั้น เมื่อ 40 ปีก่อน เป็นภาพศพที่ห้อยลงมาจากต้นไม้ในสนามหลวง ขณะที่ชายคนหนึ่งกำลังจะฟาดร่างที่ไร้วิญญาณนี้ด้วยเก้าอี้พับ ภาพนี้ยังทำให้บางคนรู้สึกสยองเพราะมีภาพของเด็กชายคนหนึ่งที่ยืนท่ามกลางคนดูกำลังหัวเราะอย่างเริงร่า

ภาพประวัติศาสตร์ของอูเลวิชมีความสำคัญอย่างใหญ่หลวง และยิ่งสำคัญมากขึ้นเมื่อผ่านไปหลายทศวรรษ ขณะที่คนในสังคมผ่านเหตุการณ์ความรุนแรงอื่นๆ อันเนื่องจากความขัดแย้งทางอุดมการณ์ มีร่างไร้วิญญาณบนท้องถนนมากขึ้น วันนี้ “รูปเก้าอี้” ถูกใช้เป็นตัวอย่างอธิบายผลที่เลวร้ายที่สุดจากความขัดแย้งที่อยู่เหนือความควบคุมหลังการปลุกระดมเรื่องชาตินิยมที่เพาะพันธุ์ความเกลียดกลัวฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง (ในปี 2519 คือพวกคอมมิวนิสต์) พลังอันน่าขนลุกของภาพนี้ยังพัฒนาขึ้นในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา เพราะถูกใช้เป็นหน้าปกอัลบั้มเพลงของวงดนตรีร็อคอเมริกันวงหนึ่ง (อูเลวิชไม่ทราบเรื่องนี้จนกระทั่งเขาเห็นหน้าปกนี้) ภาพนั้นยังจุดประกายให้กับการผลิตละครและภาพยนตร์ไทยหลายเรื่อง รวมทั้งถูกใช้เป็นประเด็นเสียดสีที่แพร่หลายทางอินเทอร์เน็ต คำว่า “เก้าอี้” หมายถึงเก้าอี้ที่อยู่ในภาพยังมีนัยยะเชิงล้อเลียนในหมู่คนหลากหลายวงการของไทย มีความหมายถึงการข่มขู่คุกคามคนที่มีแนวคิดต่อต้านสถาบันฯ

ปัจจุบัน อูเลวิชอายุ 70 ปี เขาได้รับรางวัลพูลิตเซอร์จากภาพที่เขาถ่ายนี้ หลังจากทำงานอยู่ในกรุงเทพ, ปักกิ่ง และโตเกียว เขาย้ายกลับไปอเมริกาในปี 1990 เราติดต่อเขาผ่านอีเมลสำหรับการเขียนรายงานชิ้นหนึ่งในวาระครบรอบ 40 ปีเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ที่ป่าเถื่อน และถามเขาเกี่ยวกับเหตุการณ์วันนั้น นี่คือบทสนทนาที่ได้รับการตรวจแก้แล้ว




นีล อูเลวิช (Photo courtesy of Neal Ulevich)



ก้อง ฤทธิ์ดี: วันที่ 6 ตุลาคมคุณมาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตอนไหน สถานการณ์ตึงเครียดอยู่ โดยเฉพาะวันที่ 5 ตุลาคม ช่วงเวลาหลายวันก่อนเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม คุณรู้สึกบ้างมั้ยว่ามีจุดที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงได้

นีล อูเลวิช: เท่าที่ผมจำได้ ต้องรู้นะว่ามันสี่ทศวรรษมาแล้ว ผมมาถึงราวเจ็ดโมงครึ่งหรือแปดโมงเช้า ผมไม่รู้เลยว่าสถานการณ์เดือดพล่านมาก่อนหน้านั้นหลายชั่วโมง นักข่าวไทยของเอพีไปอยู่ที่นั่นและกลับมาที่สำนักงานแต่เช้าตรู่เพื่อเขียนรายงานข่าว เขาโทรหาเดนิส เกรย์ (Denis Gray) หัวหน้าสำนักงานเพื่อแจ้งให้รู้ความคืบหน้าต่างๆ ของสถานการณ์

เดนิสถามเขาว่าได้เรียกช่างภาพไปหรือไม่ คำตอบคือไม่ ตอนนั้นนักข่าวไทยคนนี้โทรบอกผมว่าเกิดเหตุรุนแรงที่มหาวิทยาลัย แต่ไม่ได้บอกว่าเกิดมาแล้วหลายชั่วโมง ช่างภาพของเอพี มังกร คำเรืองวงศ์ ก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย และได้รับแจ้งจากพวกเพื่อนคนไทยว่ามีเหตุรุนแรงในมหาวิทยาลัย

ราวเจ็ดโมงครึ่ง ทั้งสองคนกลับมาที่สำนักงาน คนหนึ่งมาเขียนรายงาน อีกคนไปล้างฟิล์ม

เมื่อได้รับการบอกเล่าเรื่องเหตุรุนแรง ผมก็รีบนั่งแท็กซี่ไปที่มหาวิทยาลัย การสื่อสารผิดพลาดที่เล่ามานั้นทำให้ผมมาถึงที่เกิดเหตุก่อนสถานการณ์ถึงจุดไคลแมกซ์พอดี ผมเป็นพนักงานเอพีคนเดียวที่อยู่ตรงนั้น ผมรู้กำหนดส่งงาน แต่สถานการณ์ตึงเครียดมาก และอาจนำไปสู่การฆ่ากันได้ ซึ่งผมรู้สึกว่าการอยู่ที่นั่นเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ได้ใส่ใจกับกำหนดส่งงานแล้ว

เพื่อนช่างภาพคนไทยที่ผมนับถือของยูพีไอถูกยิงที่คอไม่กี่นาทีหลังมาถึง เขารอดชีวิต

ก้อง ฤทธิ์ดี: คุณจำได้มั้ยว่าจุดไหนที่กระแทกให้คุณคิดว่าสถานการณ์กำลังไปสู่จุดที่เลวร้ายจริงๆ

นีล อูเลวิช: ทันทีทันใดเลย

ก้อง ฤทธิ์ดี: ในฐานะช่างภาพ คุณเอาตัวเองไปอยู่ตรงไหนในสถานการณ์ที่ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น คุณมีเวลาตั้งสติมั้ยที่จะไปหามุมให้ได้ภาพดีๆ

นีล อูเลวิช: ผมอยู่ที่สนามฟุตบอลทางฝั่งตำรวจ/พลเรือนติดอาวุธ เพราะการยิงทั้งหมดมาจากที่นั่น และยิงออกไปตรงที่พวกนักศึกษาหลบอยู่ ดูเหมือนว่าจุดอื่นๆ จะอันตราย ช่วงหนึ่งที่สถานการณ์สงบลง ผมเดินข้ามสนามฟุตบอล แต่เมื่อมีการยิงขึ้นอีก ผมก็หมอบราบบนพื้น ตอนนั้นผมคิดว่าจะถูกยิงแน่ๆ แต่เสียงยิงก็เงียบลงอีกครั้ง

ก้อง ฤทธิ์ดี: เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามที่จะห้ามให้คุณถ่ายรูปหรือไม่

นีล อูเลวิช: ไม่ ไม่เลย สถานการณ์ตอนนั้นสับสนอลหม่านมาก

ก้อง ฤทธิ์ดี: ช่วยเล่าถึงวินาทีก่อนที่คุณจะถ่ายรูป “เก้าอี้พับ” หน่อย คุณไปถึงจุดนั้นหลังจากฝูงชนแขวนศพแล้ว หรือคุณได้เห็นเหตุการณ์ตอนแขวนศพนั้น

นีล อูเลวิช: นักศึกษายอมจำนนแล้ว หนีไปได้ไม่กี่คน กลุ่มพลเรือนติดอาวุธให้พวกเขานอนราบกับพื้น ตอนนั้นผมคิดว่ามันใกล้จบแล้ว และตัดสินใจจะออกมาก่อนที่จะมีใครมาบังคับเอาฟิล์มไป ผมถ่ายรูปอีกสองสามรูป ภาพตำรวจหนึ่งหรือสองนายคุมตัวนักศึกษาคนหนึ่งที่ถูกฝ่ายขวาชกเลือดท่วมหน้าออกไปจากมหาวิทยาลัย ผมเห็นฝูงชนชุมนุมกันอยู่ที่ต้นไม้สองต้นในสนามหลวง ในหมู่พวกที่ชุลมุนกันอยู่ตรงประตู [มหาวิทยาลัย] มีนักท่องเที่ยวสูงวัยชาวเยอรมันคนหนึ่งถือกล้องถ่ายภาพยนตร์ 8 มม เห็นได้ชัดว่าเขามาจากโรงแรมรอแยลตรงข้ามสนามหลวง ผมตะโกนให้เขาออกไปก่อนจะถูกฆ่า ดูเหมือนว่าเขากำลังเพลินและไม่ได้สนใจผม

ที่ต้นไม้ต้นแรก ผมเห็นเก้าอี้/นักศึกษาที่ถูกแขวนคอ ผมรีรออยู่ครู่หนึ่งเพื่อดูว่ามีใครกำลังมองผมอยู่หรือไม่ จากนั้นผมถ่ายอีกสองสามรูป หลังจากนั้นก็เดินไปที่โรงแรมแล้วเรียกแท็กซี่ นักศึกษาทั้งสองคนที่ถูกแขวนคอตายแล้วตอนที่ผมเห็น

ก้อง ฤทธิ์ดี: ฝูงชนเห็นคุณถือกล้อง พวกเขามีปฏิกิริยาอะไรหรือไม่

นีล อูเลวิช: พวกเขาไม่ได้สนใจผม

ก้อง ฤทธิ์ดี: คุณไม่ได้ถ่ายภาพเหตุการณ์นี้ไว้หลายภาพ มีชอตอื่นๆ ต่อเนื่องอีกมั้ยที่ไม่ได้เผยแพร่สาธารณะ

นีล อูเลวิช: ผมถ่ายไม่กี่รูป โชคไม่ดี ผมรู้ว่าแสงด้านหลังน้อยไปหน่อย ผมเอามาแก้ไขในห้องมืด ภาพที่ผมเลือกมาเป็นภาพที่ดีที่สุดแล้วจากภาพที่คล้ายๆ กัน ไม่ได้มีอะไรแตกต่างกันอย่างสำคัญ

ก้อง ฤทธิ์ดี: จุดที่เป็นประเด็นพูดกันอยู่คือ ขณะที่ศพถูกฟาด แต่มีเด็กชายคนหนึ่งยืนยิ้มอยู่ในฝูงชน คุณได้เห็นมั้ยตอนที่ถ่ายรูปหรือหลังจากนั้น คุณจำปฏิกิริยาของคนอื่นๆ ที่อยู่รอบๆ ต้นไม้ได้มั้ย

นีล อูเลวิช: เป็นแบบที่คุณบอก มีคนยิ้ม ผมมองว่าเป็นได้ทั้งเรื่องของการใช้ศาลเตี้ยของฝูงชนที่บ้าคลั่ง หรือเป็นการตอบสนองกับการประจักษ์ถึงบางสิ่งว่าผิดจริงๆ และผิดปกติ อาจเป็นได้ทั้งสองแบบ

บรรยากาศราวกับพิธีกรรมหรืองานรื่นเริงของการฆาตกรรมหมู่นี้เป็นสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ผมคิดว่าฝ่ายขวาซึ่งกำลังเป็นฝ่ายชนะ รู้สึกว่าไม่มีใครทำอะไรพวกเขาได้

ก้อง ฤทธิ์ดี: หนังสือพิมพ์ไทยไม่ได้ตีพิมพ์ภาพของคุณ แม้กระทั่งเมื่อคุณได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ หลังจากนั้นบันทึกเหตุการณ์สังหารหมู่ และภาพของคุณถึงได้รับการแพร่หลายอย่างอิสระมากขึ้น ในวันนั้นมีการเซ็นเซอร์อย่างไร

นีล อูเลวิช: ผมกลับไปยังสำนักงานเอพี ด้วยความหวังว่าจะไปล้างฟิล์ม์ในห้องมืด และนำภาพชุดแรกส่งไปที่สำนักงาน หรือไปรษณีย์กลาง เพื่อส่งภาพ ผมค่อนข้างแน่ใจว่าการสื่อสารระหว่างประเทศทั้งหมดจะต้องถูกปิดหรือถูกเซ็นเซอร์ภายในไม่กี่ชั่วโมง สมัยนั้นเรายังไม่สามารถส่งภาพจากสำนักข่าวได้ ภาพต่างๆ ต้องได้รับการพิมพ์ออกมา ใส่คำบรรยายและรวบรวมเหมือนกับโทรเลขโดยสำนักงานไปรษณีย์กลาง

ที่สำนักงาน ผมสรุปเรื่องราวที่ผมเห็นมาให้เดนิส เกรย์ฟัง เขาตกใจและเริ่มซักถามผมอย่างละเอียด ผมบอกเขาให้ชะลอไว้จนกว่าฟิล์มของผมจะล้างเสร็จและพิมพ์ออกมา เขาได้เห็นภาพทั้งหมดในตอนนั้น มันอธิบายได้ดีกว่าคำพูด เช่นเดียวกับภาพทั่วไป

เมื่อล้างฟิล์มออกมาแล้ว ผมเลือกรูปเก้าอี้และอีกรูปหนึ่ง ใส่คำบรรยายและให้คนส่งเอกสารส่งไปไปรษณีย์กลาง ด้วยความหวังว่าจะทันก่อนมีการเซ็นเซอร์การสื่อสารทุกรูปแบบ ก่อนกลับไปล้างฟิล์มรูปอื่นๆ ที่เหลือ ของผม รวมทั้งอีกสองสามรูปที่มังกรเป็นคนถ่ายในช่วงเช้าของวันนั้น

เมื่อคนส่งเอกสารกลับมา ผมถามเขาว่าพนักงานไปรษณีย์กลางพูดอะไรเกี่ยวกับมีการเซ็นเซอร์หรือไม่ เขาตอบว่าไม่ พวกเขาเพียงแต่วิพากษ์วิจารณ์รูปที่ไม่น่าเชื่อพวกนี้

วันนั้น เท่าที่จำได้เราส่งไปประมาณ 17 ภาพ เป็นของผม 12 ภาพ และ ที่เหลือเป็นภาพของช่างภาพเอพีไทย ภาพชุดต่อมาเป็นภาพคนที่กำลังถูกเผา ทุกภาพถูกส่งผ่านก่อนที่การสื่อสารจะถูกปิดลง กล่าวโดยรวม การส่งภาพจำนวน 17 ภาพ นั้นเกือบจะไม่เคยมีมาก่อน ด้วยเหตุผลด้านความพยายามและค่าใช้จ่าย แต่เรื่องนี้สมควรที่จะใช้ทรัพยากรทุกอย่างที่มีอยู่เพื่อสื่อออกไปให้ผู้คนรับรู้

เราส่งภาพเหล่านี้ไปยังสำนักข่าวเอพีโตเกียว ที่เป็นตัวกลางส่งภาพแบบอัตโนมัติต่อไปยังสำนักข่าวเอพีที่นิวยอร์ค และลอนดอน

เย็นวันนั้นเราเริ่มได้ข่าวว่าตำรวจบุกตรวจค้นหนังสือพิมพ์ไทย ยึดฟิล์มที่ถ่ายเหตุการณ์นั้น แต่พวกเขาไม่ได้ไปที่สำนักข่าวต่างประเทศ

ก้อง ฤทธิ์ดี: คุณทำข่าวไซ่ง่อนก่อนที่จะมาทำข่าวในกรุงเทพฯ ถ้าจะเปรียบเทียบอาจดูไม่เข้าท่าเพราะต่างบริบทกัน แต่ก่อนหน้านี้คุณเคยประสบเหตุการณ์ที่ใกล้เคียงกันกับเหตุการณ์ที่คุณเห็นในวันที่ 6 ตุลาคมหรือไม่

นีล อูเลวิช: ผมเห็นเหตุการณ์จลาจลรุนแรงที่อื่นๆ และแน่นอนการต่อสู้มากมายในประเทศอินโดจีน แต่เหตุการณ์นี้มีการยิงอย่างป่าเถื่อนที่มากเกินขนาด และบ้าคลั่งมากกว่าเหตุการณ์อื่นๆ ที่ผมเคยเห็นมา

เมื่อพวกเราที่อยู่ในประเทศไทยพูดถึงบทเรียนจากประวัติศาสตร์ มักจะอ้างถึงรูป “เก้าอี้พับ” นี้

ภาพถ่าย – จินตภาพ – มีพลังมหาศาล เพราะเหตุนี้เรายังคงตื่นตะลึงและชื่นชอบภาพวาดที่มีอายุเก่าแก่กว่า 10,000 ปีในถ้ำลัสโก ในฝรั่งเศส

ก้อง ฤทธิ์ดี: รูปนี้เป็นแรงบันดาลใจให้กับบทละคร, ฉากในภาพยนตร์ต่างๆ และเร็วๆ นี้ยังเป็นประเด็นที่แพร่กระจายในอินเทอร์เน็ต และยังถูกใช้เป็นหน้าปกอัลบั้มของ วงเดดเคนเนดีส์ วงดนตรีพั้งค์อีกด้วย คุณประหลาดใจหรือไม่เมื่อเห็นว่าภาพนี้ยังคงมีชีวิตและถูกตีความในหลากหลายรูปแบบ

นีล อูเลวิช: ผมอยู่ไกลจากประเทศไทย แต่ก็รับทราบถึงผลกระทบต่อเนื่องของภาพนี้ แต่อาจไม่ทั้งหมดที่คุณกล่าวถึง หลายปีหลังจากเหตุการณ์นั้นเมื่อผมอยู่ในซิดนีย์เพื่ออบรมนักข่าวเรื่องการใช้ภาพจากคลังภาพของเอพี ที่ร้านแม็คโดนัลส์ ผมเห็นเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งใส่เสื้อยืดที่มีภาพวงเดดเคเนดีส์ (ที่เป็นรูปเก้าอี้นี้) ผมประหลาดใจ ไม่เคยเห็นมันมาก่อน ผมถามเขาว่าได้เสื้อนี้มาจากไหน ผมคิดว่า ตอนแรกเขาคงคิดว่าผมเป็นพวกผู้ใหญ่ที่มาวุ่นวายกับเด็ก เขาชี้ไปที่ ร้านดนตรีที่อยู่ข้างถนน

หมายเหตุ: มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์ แปลจากบทความเรื่อง “In the eye of the storm” เขียนโดย Kong Rithdee ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ Bangkok Post เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2559
http://www.bangkokpost.com/lifestyle/art/1098817/in-the-eye-of-the-storm


Part of Pravit Rojanaphruk's speech at Harvard U - “Holding Governments and Journalists Accountable: Rights and Responsibilities of a Free Press in Thailand”





ส่วน1ที่ผมบรรยายม.ฮาร์วาร์ดเรื่องเมืองไทย ผมบอกว่าสื่อต้องตรวจสอบและขัดขืนการครอบงำสังคมไทยโดยระบอบทหาร เพราะความคิดแบบทหารเน้นฟังและปฎิบัติตามคำสั่งลูกเดียว ต่างจากสังคมประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วมถกเถียง ตั้งคำถามและตัดสินใจ #ป #คสช #เสรีภาพ #สื่อ

Part of my lecture at Harvard I argued that the Thai press must scrutinise and resist the militarization of Thai society. #Thailand #NCPO


Pravit Rojanaphruk

ooo

THAI PRESS MUST TRY TO SPEAK TRUTH TO MILITARY POWER





On the same day junta leader and Prime Minister Prayuth Chan-ocha boasted outrageously about his regime's successes, reporters joined him to karaoke a classic pop song Sept. 15 at Government House in Bangkok.


By Pravit Rojanaphruk, Senior Staff Writer
October 1, 2016
Khaosod English

On Sept. 20 I was honored to be chosen to deliver the sixth annual Thailand@Harvard Lecture at Harvard’s Kennedy School of Government.

The series started in 2011 with the launch of a Thai studies program in the university’s Asia Center with seed money of USD$6 million, mostly raised from large Thai companies.

Part of my hour-long lecture, “Holding Governments and Journalists Accountable: Rights and Responsibilities of a Free Press in Thailand,” touched on how the Thai press should be accountable to the public in the context of the continued militarization of society under the junta which staged the coup in 2014.

Following is a portion of the lecture:

The press cannot be truly accountable to the public if it does not try to analyze and question the current militarization of Thai society because a militarized society is antithetical to a democratic and pluralistic society.

We must try to hold the junta accountable even though it’s very difficult, given the junta’s absolute power.

If media organizations refuse to question the militarization of Thai society and censorship, individual journalists who care about freedom and democracy should strive to do what they can on their own.

A militarized view is an attitude where those who think differently are seen as a threat that must be contained if not suppressed or even eliminated, not a source of social and political enrichment.

It is about national security over human security. A militarized society is where voices of millions of citizens are less important than that of one army general.

On a personal note, the arbitrary nature of unaccountable absolute power by the junta leader under Article 44 of the provisional charter is such that I decided not to announce that I am coming to Harvard on social media prior to the flight from Bangkok taking off, for fear that the junta would forbid me from being here today. This despite the junta lifting a ban on its critics travelling abroad in June. The question is: What will, in the long run, become of a society addicted if not jaded to the repeated use of unaccountable absolute power?

The military way is top-down command and about control – not a horizontal participatory decision making process through public debate and deliberation.

The military way sees those who disagree as disobeying, as a threat and potential enemy if not an enemy, instead of a source of diverse views enriching society. Without a genuine ability for the press and society to debate and deliberate, society can neither be democratic nor free. This is what, in my view, the Thai press must be responsible for at present.





In a militarized society, obeying and not questioning unaccountable and illegitimate orders is a norm. It’s the opposite of a democratic society where people can debate and deliberate freely on what is best for society.

The military expects citizens to behave like soldiers, holding unquestioning loyalty to the commander and obeying his command without second thought. This despite the fact that junta leader Gen. Prayuth Chan-ocha was never elected by the people and in fact robbed people of their electoral right when he staged the coup.

It is in such a context, which will at least last for another 15 months if not longer, that the Thai press must try to be responsible to the public and hold the military government accountable, no matter how daunting, by defending the little press freedom we still have left and continuing to resist the militarization of Thai society.

Allow me to be fair to Gen. Prayuth. He is not the worst of Thai military dictators.Thailand has seen worse. Military dictators like Field Marshal Sarit Thanarat, supported by America during the Cold War, ordered political opponents executed and threw journalists to rot in jail for years.

Prayuth holds absolute and arbitrary power like Sarit, however. But times have changed and along with it, people’s expectations of what a military can and should not do.

The same can be said of the press, which has become accustomed to relative freedom (minus the lese majeste law which forbids any critical reporting or analysis about the monarchy, that is). The Thai press has accrued sufficient social and political capital to act as a relatively free press over the past few decades, and in the end, they are unlikely to totally surrender to Prayuth’s dictum; a number continue to scrutinize and criticize the general.

Absolute power is no longer absolute, for the world is increasingly borderless, particularly when it comes to information flow, and social media increasingly bypass mainstream mass media’s self-censorship and state censorship.

A good journalist is a permanent critic, ever inquisitive, skeptical and committed to unraveling the complexity that is truth, freedom and equality.

Journalists must speak truth to power or risk becoming irrelevant, and that includes speaking truth to not just political power but military power as well.

In societies under repression such as Thailand, the true calling of journalism is in not just reporting on what is happening but in playing a role in making society more free, reasonable and equal.

It falls upon committed journalists to not just call a spade a spade when it comes to the limits of press freedom but also to confront innate structural constraints of the press in presenting the complexity of reality.

The sixth Thailand@Harvard Lecture was delivered in the Allison Dining Room in the Taubman Building at the Harvard Kennedy School on Sept. 20. The writer would like to thank the Harvard Kennedy School, Harvard University Asia Center and its Thai Studies Program. The writer is also grateful to Prof. Jay Rosengard, chairman of the Thai Studies Program Committee and its program director, Prof. Michael Herzfeld.


วันเสาร์, ตุลาคม 01, 2559

รัฐบาลอังกฤษแพร่ถ้อยแถลงเวทียูพีอาร์ เรียกร้องรัฐบาลไทยผ่อนคลายการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพ ก่อนถึงวันเลือกตั้งในปีหน้า





อังกฤษวอนไทย ลดปิดกั้นเสรีภาพ ปูทางเลือกตั้ง

by Sathit M.
1 ตุลาคม 2559 
Voice TV


รัฐบาลอังกฤษแพร่ถ้อยแถลงเวทียูพีอาร์ เรียกร้องรัฐบาลไทยผ่อนคลายการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพ ก่อนถึงวันเลือกตั้งในปีหน้า

เว็บไซต์ของรัฐบาลอังกฤษเผยแพร่ถ้อยแถลงของผู้แทนลอนดอนในเวทีทบทวนสิทธิมนุษยชน หรือยูพีอาร์ จัดโดยคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ที่นครเจนีวา เมื่อ 23 กันยายน ทั้งนี้ การประชุมมีขึ้นระหว่างวันที่ 13-30 กันยายน

ผู้แทนของรัฐบาลอังกฤษกล่าวในวาระรับรองรายงานการทบทวนในส่วนของประเทศไทยว่า อังกฤษยินดีที่ประเทศไทยยอมรับข้อแนะนำที่จะให้มีกลไกอิสระที่จะเข้าถึงผู้ต้องขังในสถานที่ควบคุมตัวบุคคลทุกแห่งในสังกัดกระทรวงยุติธรรม และยินดีที่ไทยเลิกไต่สวนพลเรือนในศาลทหาร อย่างไรก็ดี ขอเรียกร้องให้ครอบคลุมถึงบุคคลที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีในเวลานี้ด้วย

นอกจากนี้ อังกฤษรับทราบว่าไทยกำลังจะออกกฎหมายเอาผิดการทรมานและการอุ้มหาย นักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่เคลื่อนไหวเรื่องการทรมานต้องไม่ถูกข่มขู่คุกคามหรือดำเนินคดีอีกต่อไป และอังกฤษยินดีที่ไทยจะให้มีกลไกตรวจสอบเรื่องการทรมานในจังหวัดชายแดนภาคใต้

“เราเสียใจที่ข้อแนะนำในเรื่องเสรีภาพในการแสดงออกไม่ได้รับการขานรับ และวิตกกังวลที่ยังคงมีการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุม” ถ้อยแถลงระบุ และว่า นักปกป้องสิทธิมนุษยชนไม่สามารถทำงานอย่างเป็นอิสระ มักถูกปิดกั้นสิทธิต่างๆตามกระบวนการยุติธรรม และถูกฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อกีดกันไม่ให้พวกเขามีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะ

“เราขอเรียกร้องให้ผ่อนคลายการจำกัดสิทธิเสรีภาพ เพื่อสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปีหน้า และขอให้มีหลักประกันในเรื่องการปฏิรูป” ถ้อยแถลงของผู้แทนอังกฤษระบุ.

Source: UK Government

Photo: AFP

ooo

Human Rights Council 33, UK Statement on Adoption of the Universal Periodic Review of Thailand, 23 September 2016


From:UK Mission to the United Nations Geneva
First published:23 September 2016


UK Statement on Adoption of the Universal Periodic Review of Thailand, delivered at the Human Rights Council





Thank you Mr President,

The United Kingdom welcomes Thailand’s engagement with the UPR and its acceptance of our recommendation to create an external, independent inspection body in line with “the Nelson Mandela rules”, that has access to all categories of prisoners in all places of detention that are under the Ministry of Justice.

We acknowledge several positive steps taken by the Government in parallel to the UPR process. We welcome NCPO Order 55, which stops the trial of civilians in Military Courts for acts committed after it was issued. This is the start of a necessary process towards restoring full rights for Thai citizens. We call for the order to be extended to those civilians currently before Military Courts.

We note the Government’s efforts to deliver several pieces of legislation, including on criminalising torture and enforced disappearances. Human Rights Defenders who raise concerns about torture must no longer face threats and criminal charges for their actions. We welcome the creation of a body to investigate torture allegations in the Deep South.

We regret that our recommendation of Freedom of Expression was not supported and are concerned that restrictions on Freedom of Expression and Assembly remain. Human Rights Defenders are not able to operate freely, are frequently denied access to justice, and face legal cases aimed to prevent their public participation. We call for further easing of restrictions on rights and freedoms to create conditions for credible elections next year and ensure implementation of the roadmap to reform.

Thank you,

Mr President.


Why Thailand is moving closer to decriminalizing meth





Source: The Week.com
October 1, 2016

The war on drugs is futile. So why not just decriminalize meth?

It's not a sentiment you'd expect from senior officials in any authoritarian country — let alone from a strait-laced army general, draped in medals, who came to power in a coup.

But Thailand's top law enforcement officer is now pursuing this radical notion with vigor.

He's talking openly about a potential new diktat, issued by military rulers, that would allow citizens to smoke meth without fearing prison.

"The world has lost the war on drugs," said Thailand's Justice Minister Paiboon Khumchaya, according to Reuters. "Not only Thailand."

These are startling statements in a country that, as it stands, still executes drug traffickers.

The Thai government's drug policy is quite harsh. After all, in recent decades, the nation's police have largely mimicked the zealous drug war mindset propagated by the United States.

Yet now, seemingly out of nowhere, this typically rigid junta is spouting soft views on narcotics — namely meth — that fall somewhere to the left of many Colorado stoners.

"This is unprecedented," says Pascal Tanguay, a Bangkok-based associate with the International Drug Policy Consortium. "They've actually been talking about different models from decriminalization to full-fledged legalization."

Talks to decriminalize meth may seem premature for a country that still locks people up for smoking low-grade pot.

But in Thailand (and much of Southeast Asia) meth is far more popular than pot. It's cheap, potent and enjoyed by rich and poor alike.

More than 90 percent of all drug arrests in Thailand involve meth: either little pink meth pills, cut with caffeine, or high-purity baggies of crystal meth.







The meth supply in Thailand is seemingly unstoppable. Just as the United States borders cartel-run zones in Mexico, Thailand also abuts lawless terrain.

The hills just across its border, in Myanmar, are run like fiefdoms by narco-militias.

Many of these armed syndicates operate with tacit permission from Myanmar's military. In other words, the drug labs next door to Thailand have total impunity to churn out meth — and there's not much anyone, even a military junta, can do to stop them.

In Thailand, as in the U.S., meth users are often depicted as crazed, homicidal zombies — a view cultivated in part by the Thai state, which launched a vicious drug war last decade that left an estimated 2,500-plus dead.

"Right now, Thai people see drug users as essentially evil people that need to be punished," Tanguay says.

"But in reality, we just don't see the drug-crazed junkie here," he says. "We see students using it to study. Or truck drivers using it to stay awake. We see people who harvest rubber, at three in the morning, using it to stay alert in the forest."

Many Thais are indeed using meth without exhibiting the worst symptoms. In Bangkok, dealers on motorbikes will deliver baggies filled with crystal meth for about $70. The substance resembles finely crushed glass and, if smoked, offers a blast of supreme confidence — supercharging the ego and lending an exhilarating vibe to mundane chores.

"You get an inner energy that wipes away fatigue," says Wut, a Bangkok taxi driver in his 30s. He frequently smokes meth between passenger pickups.

But if he goes days without sleep, he says, the vigor sours into twitchy paranoia. "By day three, I hear weird voices in the distance," he says. "I have this indistinct feeling that I'm being monitored or stalked. I'll think everyone I pass is plotting against me."

Under the current prohibition model, Tanguay says, Thailand's government "has essentially given carte blanche to organized crime. [Criminals] set prices and control quality."

But legalization, he says, would enable the government to oversee the manufacture of cleaner meth, cooked up in a regulated facility instead of a dirty jungle lab. The drug could be meted out to adult users in set amounts per week or month.

It could also be heavily taxed, of course, and ideally the proceeds would fund treatment centers — which users like Wut could visit if their habit spiraled out of control.

However, after seriously discussing the legalization option, junta officials indicate that leaping to this model straightaway could be too jarring.

They've hinted at a more palatable scenario: a Portugal-style system in which small-time meth users skirt prison. Serious traffickers, however, are still hunted down and jailed. Thai authorities are also discussing decriminalizing marijuana and kratom, a leafy herbal stimulant.

From the junta's perspective, the most compelling reason to decriminalize meth involves badly clogged prisons.

Thailand's per capita incarceration rate is worse than China's and on par with Russia's — though not quite as bad as in the U.S., a world leader in locking up civilians for drug offenses.

Some Thai cells are currently so packed that inmates must sleep while spooning with strangers on dirty floors. Many are non-violent drug offenders — so decriminalization would help flush them out of the system.

Activists have long badgered Thai officials about bad prison conditions without much success. But in recent years a Thai princess, Bajrakitiyabha Mahidol, has taken up the plight of prisoners as a personal cause.

In Thailand, royally backed initiatives are highly influential among elite lawmakers and treated as sacrosanct. The princess-led campaign — called "Kamlangjai," which means moral support — urges Thai society to feel compassion for inmates, particularly pregnant women, and for "those who have made mistakes."

This, Tanguay says, has helped to "trigger a furious rethink" of crime policy.

If Thailand actually decriminalizes meth, it would be veering away from the hardline anti-drug stance pushed by the U.S., its most powerful patron.

This would also produce an unexpected outcome: strict authoritarian rulers appearing more merciful toward addicts than Washington policymakers, who have a habit of lecturing Thailand (and other nations) on human rights.

Moreover, other junior partners in America's drug war could potentially feel emboldened to take the decriminalization route — though they would likely risk losing U.S. anti-narcotics funding.

But, for now, it's unclear whether or not this decriminalization push will amount to anything more than "politicians making nifty promises that never turn into anything real," Tanguay says. "But this is a level of openness that has never happened before."

This article, by Patrick Winn, originally appeared at GlobalPost.

รัฐบาลไหน ไม่มีน้ำท่วม น้ำแล้ง ...ตอบสิ๊ ?




https://www.youtube.com/watch?v=Nnq8QZshgrw&feature=youtu.be

รัฐบาลไหน ไม่มีน้ำท่วม น้ำแล้ง

Mass TV

Published on Sep 26, 2016
รัฐบาลไหน ไม่มีน้ำท่วม น้ำแล้ง

.....

รัฐบาลไหน ไม่มีน้ำท่วม น้ำแล้ง ...ตอบสิ๊ ?
#ชัดเจน #ดุเดือด #การเมืองเข้มข้น


Sasithon Fanpage

ooo



ooo





สลดใจ!! เผยเบื้องหลัง “การฝึกช้าง” ให้นักท่องเที่ยวขี่ พวกมันต้องเจอกับความทรมานอะไรบ้าง





โดย เขียวหวาน
https://www.keawwhan.com/knowledge/general/5566


“ช้าง” ไม่เพียงแต่เป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของไทย แต่ยังเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของหลายๆ ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยเช่นนั้น นอกจากนี้ในสายตาของชาวตะวันตก ช้างยังถูกมองว่าเป็นสัตว์มหัศจรรย์ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจด้วยขนาดร่างกายอันใหญ่โตมโหฬาร และรูปร่างที่ไม่เหมือนสัตว์ชนิดใดในโลก นี่จึงเป็นสิ่งที่ทำให้พวกมันกลายมาเป็นจุดขายเพื่อเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศ ให้เข้ามาเที่ยวชมและสัมผัสกับเจ้ายักษ์ใหญ่เหล่านี้อย่างใกล้ชิด

แต่ยิ่งช้างเป็นที่ชื่นชอบของนักเที่ยวมากเท่าไหร่ สิ่งที่คาใจของนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกยิ่งมากขึ้นเท่านั้นนั่นคือ วิธีการฝึกช้าง เพราะดูแล้วไม่น่าเชื่อว่าการจะฝึกให้สัตว์ตัวโตอย่างช้าง ยอมทำตามคำสั่งมนุษย์จะเป็นเรื่องง่ายเลย และดูเหมือนว่าวิธีการฝึกช้างจะไม่ใช่เรื่องที่มีการเปิดเผยต่อสาธารณชนสักเท่าไร จึงทำให้มีมูลนิธิและองค์กรพิทักษ์สัตว์ในต่างประเทศจำนวนมากลงพื้นที่ค้นหาเบื้องหลังที่ว่านี้ด้วยตัวเอง และมีการนำมาเผยแพร่ในเว็บไซต์ต่างประเทศมากมาย










โดยภาพดังกล่าวมีการบรรยายว่าเป็นการฝึกช้างในศูนย์บริการนักท่องเที่ยวทางตอนเหนือของประเทศหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อให้นักท่องเที่ยวขี่เที่ยวชมธรรมชาติ และเพื่อทำให้การควบคุมช้างเป็นไปได้ง่ายขึ้น ผู้ฝึกจึงต้องทำให้ช้างกลัวการลงโทษของมนุษย์ ด้วยวิธีการแบบที่เห็นในภาพ ซึ่งคล้ายกับกรณีการฝึกลูกช้างในประเทศไทยที่เคยสร้างความสะเทือนใจต่อผู้พบเห็นจนเกิดเป็นปัญหาเมื่อหลายปีก่อน








แม้จะมีข้อมูลจากผู้ฝึกช้างและสัตว์ใหญ่ในหลายประเทศที่ยืนยันว่าวิธีการดังกล่าวไม่ทำให้เกิดความความเจ็บปวดมากมายนักกับสัตว์ที่น่าสงสารเหล่านี้นัก แต่คำถามที่แท้จริงของเรื่องนี้อาจไม่ใช่แค่เรื่องของความเจ็บปวด แต่น่าจะเป็นคำถามที่ว่า… เราควรทำกับสัตว์คู่บ้านคู่เมืองและยังเป็นเพื่อนร่วมโลกของเราแบบนี้หรือ ?





'ลายจุด' Live : คุยเรื่องเศรษฐกิจไทย กับ คุณพิชัย นริพทะพันธุ์



https://www.facebook.com/nuling/videos/1348558628489845/


"รำลึก 40 ปี 6 ตุลา" ความเหมือนวงล้อการเมือง "กำจัดคอมมินิสต์-กำจัดระบอบทักษิณ"




https://www.youtube.com/watch?v=eycHQf3uD6g

"รำลึก 40 ปี 6 ตุลา"ความเหมือนวงล้อการเมือง"กำจัดคอมมินิสต์-กำจัดระบอบทักษิณ"

Published on Oct 1, 2016

นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา คนเดือนตุลา อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง ให้สัมภาษณ์ Thaivoicemedia เนื่องในโอกาสรำลึก 40 ปีเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 (ตอนที่ 1) ว่า เป็นเหตุการณ์สังหารโหดประชาชน นักศึกษาที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย จากอำนาจของเผด็จการทหาร และวงล้อการเมืองก็กลับย้อนมาถึงปัจจุบันแม้สังคมไทยจะมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น แต่การยึดอำนาจที่เกิดขึ้นในปัจจุบันประชาชนไม่อาจจะยอมรับได้ หากจะเปรียบเทียบการปราบรามนักศึกษาประชาชนในเหตุการณ์ 6 ตุลา ด้วยเหตุผลการปราบปรามคอมมินิสต์ กับเหตุผลการรัฐประหารยุคปัจจุบันคือการ ปราบปรามระบอบทักษิณ ก็มีความเหมือนและต่างกันวิธีการอาจจะเหมือนกันแต่ความรู้สึกนึกคิดของประชาชนไทยยุคปัจจุบันไม่เหมือนตอน 6 ตุลา 19

๖ ตุลา (เวลาประเทศไทย - 5 ตุลา เวลาท้องถิ่น) คนไทยใน 'แอล.เอ. แคลิฟอร์เนีย' เตรียมพบ 'Thaksin' มีการถ่ายทอดสดผ่าน RED USA FaceBook Live





แจ้งข่าวให้เขา กิจกรรมวันที่ ๖ ตุลา (เวลาประเทศไทย)
แต่อันนี้มีที่แอล.เอ. แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา
ไม่รู้จะเกี่ยวกับ ตุลาวิปโยค หรือเปล่า แต่มีวันเดียวกัน

วิทยากรท่านนี้ ดูเหมือนไม่มีใครแถวนี้ไม่รู้จัก เปิดให้คนท้องที่เข้าพบ ตามเวลาท้องถิ่น บ่ายสี่โมง วันที่ ๕ ตุลา

ที่ไหน ยังไง ต้องติดต่อกลับไป ตามที่เฟชบุ๊คเร็ดอูส้าว่าไว้

ถ่ายทอดสด
Thaksin In LA
October 5, 2016 from 4 pm.
ผ่าน RED USA FaceBook Live

https://www.facebook.com/ThaiRedUSA.LA/posts/1086330658124568:0

ooo


RED USA
และคนไทยผู้รักประชาธิปไตยในนครลอสแองเจลิส
ได้รับเกียรติอันยิ่งใหญ่อีกครั้งจากบุคคลสำคัญระดับโลก

เกียรติอันยิ่งใหญ่ที่ว่าคือ
การนัดพบเพื่อถามสารทุกข์สุกดิบของกันและกัน
ระหว่างอดีตนายกทักษิณ ชินวัตร และผู้รักประชาธิปไตยในแอลเอ

วันพุธที่ 5 ตุลาคม 2016 คือวันนัดพบ
ที่ RED USA รับหน้าเสื่อเป็นผู้จัดงาน
จึงถือโอกาสแจ้งมายังผู้รักอดีตนายกทักษิณทุกท่าน
ที่ต้องการพบท่านทักษิณได้โปรดแจ้งความจำนงค์ไปยังคุณทิฟฟี่ พร้อมชื่อจริง นามสกุลจริง หมายเลขโทรศัพท์และอิเมล์แอดเดรสโดยจำกัดจำนวนของผู้เข้าร่วมงานไว้ที่ 150 ท่านแรก

RED USA จะแจ้งสถานที่จัดงาน
ให้กับทุกท่านที่แจ้งความจำนงค์เข้าร่วมงานไว้ล่วงหน้า ผ่านหมายเลขโทรศัพท์ และอิเมล์ที่ท่านได้ให้ไว้กับเรา อย่างน้อย 12 ชั่วโมงก่อนเริ่มงาน

RED USA จะทำการถ่ายทอดสดการพบปะกันครั้งสำคัญนี้ ผ่าน RED USA FaceBook Live ไปยังสมาชิกและผู้ชมทั่วโลก ตั้งแต่เวลาประมาณบ่าย 4 โมงหรือในเวลาประมาณ 16.00 นาฬิกา ตามเวลาท้องถิ่นแอลเอ

กำหนดการในวันนั้นมีคร่าวๆ คือ
15.00 นาฬิกา - ตรวจรายชื่อ เพื่อรับบัตรผ่านเข้างาน
16.00 นาฬิกา - เริ่มงาน
18.30 นาฬิกา - ปิดงาน

การพบปะกันในวันนั้นอาจมีปาฐกถาที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยและประชาชนไทย จากอดีตนายกทักษิณ ชินวัตรเป็นการเซอร์ไพรซ์ !!!

ท่านรักประเทศไทยมากและหวังดีกับประชาชนไทยเสมอมา ใครอยากทราบว่าท่านจะพูดอะไร...ต้องติดตามรับชมรับฟังกันเอาเอง

หรือท่านอาจแค่โบกมือทักทายและพูดว่าสวัสดีประเทศ พร้อมส่งเสียงมายังประชาชนไทยผ่าน RED USA FaceBook Live ว่าอย่าเพิ่งสิ้นหวัง

พบกับท่านนายกทักษิณ
วันพุธที่ 5 ตุลาคมครับตั้งแต่บ่าย 4 โมงเป็นต้นไป

RED USA
September 30, 2016


Red USA

ประเทศอื่นก้าวไกลไปมากแล้ว แต่ประเทศเรายังทิงนองนอย ไม่ยอมไปไหน พราะพวกบิ๊กๆ ยำกันมาสิบปีไม่พอ ริ (อ่าน) จะยำต่ออีกยี่สิบปี





ถึงวันที่อีกหนึ่งในสาม ป.ของมังกรสามหัว (troika) คสช. ‘ป็อก’ จ้อบ้าง ตามอย่างพี่ๆ น้องๆ เรื่อง ‘Rule by Law’

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไปปาฐกถาพิเศษเกี่ยวกับการบูรณาการเพื่อยกมาตรฐานชีวิต แต่วกเข้าไปเหน็บ ‘การเมือง’ ประชาธิปไตยเพื่อให้เผด็จการดูดีเสียหน่อย

“ภายใต้การเมืองไทยมีระบบพรรคพวก หัวคะแนน มันทำให้ประเทศไม่เจริญ เรื่องนี้จะมาเถียงผมไม่ได้หรอก มันแตกแยกมาพอแล้ว ต่อจากนี้ก็ขอให้ยุติที่กฎหมาย เพราะไม่มีทางแก้อื่นนอกจากจบที่กฎหมาย”

(http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/720420)

ใช่สิ กฎหมาย ม. ๔๔ กฎหมายที่เป็นคำสั่ง คสช. นับร้อยๆ ฉบับ กฎหมายที่มาจาก ‘คำถามพ่วง’ ให้ คสช.แต่งตั้งสภาสูงฝ่ายนิติบัญญัติจำนวนครึ่งหนึ่งของสภาที่มาจากการเลือกตั้ง มีอำนาจสำคัญร่วมเลือกตัวนายกฯ จากคนนอกที่ไม่ผ่านกระบวนการเลือกตั้ง

ส่วนที่พูดกระทบพวกคนที่ตนไปแย่งอำนาจเขามา บลา บลา บลา ประชานิยมสู้ประชารัฐไม่ได้ และประเทศไทย ๔.๐ กำลังจะไปโลด เหมือนดังพ่อรูปหล่อน้องรัก ป.ประยุทธ์ บ้วนว่า จีดีพีเพิ่มทุกวัน อีกปีเดียวได้เรื่อง

นั่นก็รอพิสูจน์มาแล้วสองปีกว่า มองไม่เห็นอะไรที่ปลายอุโมงก์ ตอนนี้มีแต่น้ำรอระบายทั่วประเทศ





ไอ้การใช้กฎหมาย “เอาไว้บังคับคนอื่น ไม่บังคับกับพวกตัวเอง” หรือ ‘Rule by Law’ อย่างที่อดีต สว. สายหลิ่ม รสนา โตสิตระกูล ว่าไว้น่ะ เห็นจะจะอีกรายวานนี้เอง





แชร์กันลั่นถึงหูลุงตูบ ข้อความทางไลน์ “ผมไม่ได้สร้างความชั่วอะไรให้มีมลทินมัวหมองแก่ชีวิตราชการแต่อย่างใด”

แต่อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี นายสมศักดิ์ ปะริสุทโธ เหมทานนท์ ถูกคำสั่งหัวหน้า คสช. ตามอำนาจ ม. ๔๔ ให้ออกจากราชการก่อนกำหนด จน “ครอบครัววงศ์ตระกูลของผมขมขื่นมากมาเป็นเวลา ๖ เดือนแล้วครับ”

เขาจะจำโคลงศรีปราชญ์ “เราบ่ผิดท่านมล้าง ดาบนั้นคืนสนอง” ไปจนวันตาย หรือตราบเท่าที่ “กฎหมายคือกฎหมาย” แบบ คสช. “ไม่ทำก็ไม่ได้ ถ้ามีการเสนอขึ้นมา”

(http://www.isranews.org/…/it…/50465-%E0%B8%B7news_50465.html)





การอ้างกฎหมายตะบี้ตะบัน ในเมื่อกฎหมายไทยเวลาจะใช้บังคับต้องตีความเกือบทั้งนั้น แล้ววิจารณญานการตีความมันอยู่ที่ตัวผู้บังคับใช้นั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายปกครองหรือตุลาการ ล้วนกระทำด้วยโลกทรรศน์ไม่กว้างไปจนถึงแคบๆ เสียบ่อย

แคบตรงที่เอาเฉพาะ ‘คนดี’ ซึ่งไม่อยู่ในหมู่ ‘การเมือง’ ดังปรากฏรายชื่อ ตระกูล เครือข่ายที่คณะทหาร ‘ทรอยก้า’ ยึดอำนาจ แย่งบารมีถึงสองครั้งสองครานั่นละ

คนอื่นๆ ไม่เป็นไร ใช้ ‘ชั่งมัน’ เอา แล้วก็ใครอย่า ‘เผือก’ เหมือนอย่างนักโทษที่สื่อน้ำลดไม่ยอมใช้สรรพนาม นช. นำหน้า “ยังเล่าถึงชีวิตภายในเรือนจำว่า...เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ดูแลอย่างดี”

(http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=115183&t=news)





เสร็จแล้วเป็นไง “ในขณะที่ประเทศอื่นก้าวไกลไปมากแล้ว แต่เรายังทิงนองนอย ไม่ยอมไปไหน” ไม่ใช่เพราะการเมืองวุ่นวายอย่างที่พี่ป็อกร่ายยาวบ้างหรอก แต่เพราะพวกบิ๊กๆ ยำกันมาสิบปีไม่พอ ริ (อ่าน) จะยำต่ออีกยี่สิบปีนั่นแหละ

อดไม่ได้ต้องยกข้อความของพวกคนดีตกสวรรค์ (เพราะอัศวินม้าขาวกลายเป็นลิงขี่เสือ) เรื่อง ‘ผลประโยชน์ทับซ้อนคือต้นทางของการคอร์รัปชัน’ มาอ้าง

ที่ว่า “จำได้ไหม ลุงๆ ยังจำได้ไหม ที่เคยเคร่งครัดออกระเบียบไม่ให้เอาลูกหลานญาติพี่น้องที่มีนามสกุลเดียวกันมาเป็นผู้ปฏิบัติงาน ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ ที่ปรึกษาประจำตัวของบรรดา สนช.และ สปช.รวมทั้งในชั้นกรรมาธิการด้วยเหตุผลเพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน”

“ฟังนักกฎหมายระดับเนติบริกรอธิบายเรื่องบ้านพักข้าราชการไปเทียบกับบ้านเช่า ว่าไม่มีข้อห้ามใดๆ ในการนำไปจดทะเบียนบริษัทแล้ว ทำให้เข้าใจความหมายของ Rule by Law ชัดเจนขึ้น”

“ความแตกต่างระหว่าง Rule by Law กับ Rule of Law

Rule by Law คือ การใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือของเผด็จการ เอาไว้บังคับคนอื่น ไม่บังคับกับพวกตัวเอง

Rule of Law คือ หลักนิติธรรมที่ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน”

นั่นคือวิถีประชาธิปไตย ถูกต้องด้วยหลักการ ไม่ว่าจะพูดโดยพันธุ์แท้พันธุ์ทางของข้างไหน ก็ควรรับฟังด้วยความยินดี มิใช่หรือ

ที่นี่ไม่ใช่เมืองไทย... อายุ 103 ยังไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง At age 103, Ruline Steininger (from Iowa) taking one step closer to fulfilling her wish of being alive if Clinton makes history in November



At age 103, Ruline Steininger became one of the first people in her state to vote in person for Hillary Clinton for president, taking one step closer to fulfilling her wish of being alive if Clinton makes history in November. http://cnn.it/2dEFhy5

In a brief backstage meeting with Clinton, Steininger told the Democratic nominee: "We're going to put you in the White House."

CNN Politics

ooo

A day Ruline Steininger waited 103 years for



https://www.youtube.com/watch?v=8WjvKcKAPpg

CNN

Published on Sep 30, 2016

She was born before women had the right to cast a ballot so when early voting opened in Iowa, 103-year-old Ruline Steininger was one of the first in line.

กล้าไหมตูบ ผู้การไก่ ร้อง”บิ๊กตู่”งัดม.44 ยึดทรัพย์ คนเบี้ยวภาษีชิ้นส่วนรถยนต์-คนทำรัฐเสียหายคดีปรส.





ผู้การไก่ ร้อง”บิ๊กตู่”งัดม.44 ยึดทรัพย์ คนเบี้ยวภาษีชิ้นส่วนรถยนต์-คนทำรัฐเสียหายคดีปรส.


ที่มา มติชนออนไลน์
30 ก.ย. 59

ร้อง “บิ๊กตู่” งัด ม.44 ยึดทรัพย์ กก.คตช.เบี้ยวจ่ายภาษีนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์ ให้เหมือนคดีจำนำข้าว

เมื่อเวลา 11.00 น.ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ตัวภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ(ภตช.) นำโดย พ.อ.ธนศักดิ์ มิตรภานนท์ รองประธานเครือข่ายฯ ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ขอให้ตรวจสอบบุคคลที่มีตำแหน่งในคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) ซึ่งเป็นประธานกรรมการบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง และขณะนี้ถูกตรวจสอบว่าจงใจเลี่ยงภาษีจากการนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์ทำให้รัฐเสียหายเป็นเงินกว่า11,667 ล้านบาท โดยไม่รวมเบี้ยปรับและดอกเบี้ย และมีบางคนที่เป็นผู้บริหารโครงการเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ทำให้รัฐเสียหายกว่า 620,000 ล้านบาท ซึ่งบุคคลดังกล่าวมีลักษณะเดียวกับกรณีของบุตรชาย พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม จึงขอเรียกร้องให้นายกฯพิจารณาใช้มาตรา 44 เพื่อยึดทรัพย์บุคคลดังกล่าวที่เกี่ยวข้องกับการขายทรัพย์สิน ปรส.820,000 ล้านบาท เพื่อนำเงินมาแก้ไขปัญหาของประเทศเช่นเดียวกับการยึดทรัพย์ในโครงการรับจำนำข้าว ให้เป็นไปตามนโยบายของหัวหน้าคสช.ที่ต้องการให้ประเทศไทยโปร่งใส และ กรรมสนองโกงฯ

...





'มท.1' ซัดการเมืองไทย 'เล่นพรรคพวก' ทำชาติล้าหลัง (ที่พูดมาเข้าตัวหมด!)





'มท.1' ซัดการเมืองไทย 'เล่นพรรคพวก' ทำชาติล้าหลัง


โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
28 กันยายน 2559

"รมว.มหาดไทย"ซัดการเมือง "เล่นพรรคพวก" ทำไทยล้าหลัง-แตกแยก ชี้ต้องใช้กฎหมายสางปัญหา ลั่นรัฐบาลใหม่กำหนดนโยบายให้สอดคล้องยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี


พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “การบูรณาการ การให้บริการสาธารณูปโภค เพื่อพัฒนายกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตของประเทศไทย” เนื่องในโอกาสครบรอบวันสถาปนา 56 ปี กฟภ. พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารกฟภ.หน่วยงานราชการ และรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมภายในงาน

โดยพล.อ.อนุพงษ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า ที่ผ่านมาประเทศชาติของเราแตกแยกมามากจนเกินไปแล้ว ทำให้ไม่พัฒนา และเสียโอกาสไปมาก ถ้าไม่ขัดแย้งกันจนเลือดตกยางออก ก็ขัดแย้งกันในการบริหารประเทศ วัฒนธรรมก็เปลี่ยนไป คนเห็นแก่ตัวมากขึ้น ไม่อยู่ในศีลธรรมเท่าไหร่ ในขณะที่ประเทศอื่นก้าวไกลไปมากแล้ว แต่เรายังทิงนองนอย ไม่ยอมไปไหน เพราะการเมืองเข้ามายุ่งทำให้เกิดความวุ่นวาย อ้างประชาธิปไตยบ้าง หรือ 2 มาตรฐานบ้าง ตนไม่เถียงเพราะประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ดี แต่มันจะต้องดีจริงๆ ไม่ใช่ประชาธิปไตยจอมปลอม เวลาตนลงพื้นที่ต่างจังหวัด มักพูดกับประชาชนตลอดว่า ที่ผ่านมามีการซื้อเสียง คนในชาติรู้ดี จนเกิดเป็นคดีก็มากมาย และจับไม่ได้ก็มี

“ภายใต้การเมืองไทยมีระบบพรรคพวก หัวคะแนน มันทำให้ประเทศไม่เจริญ เรื่องนี้จะมาเถียงผมไม่ได้หรอก มันแตกแยกมาพอแล้ว ต่อจากนี้ก็ขอให้ยุติที่กฎหมาย เพราะไม่มีทางแก้อื่น นอกจากจบที่กฎหมายมาแก้ความขัดแย้ง ที่ผ่านมามีม็อบ มีกองกำลัง มีการใช้อาวุธจริง และยังซักทอดกันไปมาด้วย นี่คือความเลวทราม ทำให้การพัฒนาด้านต่างๆล่าช้า จนทำให้ต้องขายทุกอย่างกิน ไม่ว่าจะความเป็นไทย ธรรมชาติ โบราณสถาน และอีกมากมาย ขอให้รู้ไว้เลยว่า ไม่ว่าจะด้วยเงื่อนไขอะไรทั้งสิ้นต้องไม่เอาประเทศมาอ้าง หรือแม้แต่กระทั่งถ้าคิดว่า ผมผิดก็ฟ้องมา ประเทศถึงจะเดินได้ แต่อย่ามาพูดลอยๆ ฟังกันไปเรื่อย ขณะที่สื่อมวลชนเองก็เอาไปลง เวลาจะฟ้องก็ลำบาก เพราะเขียนเลี่ยงไปเลี่ยงมา” รมว.มหาดไทย ระบุ

อย่างไรก็ตาม ต่อจากนี้ถ้าเราไม่ยึดถือความมั่นคงที่ถูกต้อง วันหนึ่งจะมีเหตุการณ์ไม่ดีเกิดขึ้น ต้องหอบผ้าหนีเหมือนในหลายๆประเทศที่มีภาวะสงครามกลางเมือง ดังนั้นอย่าทำต้องสามัคคี ตั้งแต่ปี 2549 ถึงปัจจุบัน ตนเห็นพัฒนาการทางการเมืองมาตามลำดับ มีการใช้ประชาชนมาหนุนตัวเอง เพื่อคะแนนเสียง และสร้างความขัดแย้ง ประเทศจึงไม่เดินไปไหน ความเจริญไม่ก้าวหน้า หยุดอยู่กับที่ เพราะฉะนั้นเราอย่าให้เขากลับมาทำแบบนั้นได้อีก ปัญหาที่สำคัญคือคนในประเทศได้รับผลกระทบจากการเมืองทั้งสิ้น ยืนยันว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่มีระบบพรรคพวก เพราะฉะนั้นเราต้องปรับตัวทุกอย่าง โดยยึดหลัก ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และแผนความมั่นคงต่างๆมาเป็นกรอบในการดำเนินงาน ซึ่งรัฐบาลชุดต่อๆไปที่มาจากพรรคการเมืองควรที่จะมีนโยบายที่สอดคล้องด้วย ต้องรู้ปัญหาประชาชน พัฒนาประเทศชาติ ใช้งบประมาณให้เป็นไปตามกรอบ และค่อยๆดำเนินการไปที่ละขั้น

“ที่ผ่านมาสำหรับนโยบายประชานิยม ถามว่าดีหรือไม่ ถ้าคนที่เขาได้รับก็ต้องดี ต้องชอบ แต่ถามว่าแฟร์หรือไม่ก็ตัดสินใจกันเอง เพราะมันเป็นภาษีของประชาชนควรจะสร้างอะไรที่เกิดประโยชน์ต่อชาติ แต่ถ้าเอาเงินส่วนนี้ไปให้ประชาชนเลย มันไม่พอ ยังไงก็ทำไม่ได้ เพียงแค่ทำให้คนชอบและได้ฐานเสียงจนมาเป็นรัฐบาลได้ แต่จริงๆแล้วมันทำไม่ได้ พอมีปัญหาแล้วก็มาอ้างว่าเสียงส่วนใหญ่เลือกเข้ามา แล้วก็ตีกันต่อไป รัฐบาลนี้ไม่ทำ แต่จะใช้แนวทางประชารัฐ คือการใช้พลังของทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมแก้ปัญหา” พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว

พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวด้วยว่า ขอชื่นชมพนักงานการไฟฟ้าทุกคนที่ช่วยแก้ปัญหา โดยเฉพาะปัญหาไฟดับ ช่วยกันทั้งวันทั้งคืนจนสำเร็จ ทำให้รู้ความยากลำบาก แต่ก็ก็น่าเห็นใจที่บางครั้งการพัฒนาเข้าไปเขตพื้นที่ต่างๆก็ต้องขัดแย้งกับประชาชนบ้าง ดังนั้น ขอให้บริการประชาชนอย่างเข้าถึงพื้นที่ ทำให้เห็นว่าเราพัฒนาไปมาก ไม่เคยล้าหลังใคร นำสิ่งที่ดีในอดีต 56 ปีแล้ว มาพัฒนาต่อยอด หวังว่าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะเป็นส่วนหนึ่งในการให้ประเทศพัฒนา มีความมั่นคง แม้จะยากบ้าง แต่ต้องคำนึงถึงประชาชน ก็ขอให้กำลังใจ

“เราพัฒนามาดีแล้วตั้งแต่ที่ผ่านมา จนประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่ยุค 4.0 การไฟฟ้าถือว่ามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ผมหวังว่าจะช่วยพัฒนา บริการประชาชน สู้เขาได้ภายใต้บริบททางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม รัฐบาลนี้จะอยู่อีกประมาณ 1 ปีก็จะพยายามช่วยเต็มที่ ผมขอชื่นชม และเป็นกำลังใจให้พัฒนาชาติ” รมว.มหาดไทย กล่าวทิ้งท้าย