วันอังคาร, กรกฎาคม 25, 2560

นี่คือ ‘ตุลาการวิบัติ’ บีบคั้นเสียจนมันจะเกิดระเบิด จากจับพยานปากเอก ๖ ศพวัดปทุมฯ ถึงจับชาวบ้านชัยภูมิเก็บเห็ด

นี่คือ ตุลาการวิบัติ เก็บ กวาด ล้าง จะให้หมดบางในเร็ววันนี้ใช่ไหม

แหวน ณัฏฐธิดา มีวังปลา พยานปากสำคัญในคดี ๖ ศพ วัดปทุมฯ ปี ๕๓ “ถูกอายัดตัวเพื่อดำเนินคดี ตาม ป.อ.มาตรา ๑๑๒ ซึ่งมีการออกหมายจับไว้ ตั้งแต่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๘” หลังจากที่เพิ่งได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำหญิงกลาง เมื่อ ๒๔ กรกฎา มาหมาดๆ

คดีดังกล่าว อ้างการกระทำผิดจาก โพสต์ข้อความใน LINE เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๘ ทั้งๆ ที่วันเกิดเหตุหลังจากเธอถูกควบคุมตัวโดยทหารแล้ว ตั้งแต่ ๑๑ มีนาคม ปีนั้น #คำถามคือเป็นการโพสต์ข้อความโดยผู้ใด

ส่วนคดีที่เธอได้ประกันปล่อยตัวเมื่อบ่ายวันนั้น เป็นข้อหาก่อการร้ายและอั้งยี่ (ม.๑๑๖) เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อมโยงเธอ ว่าอยู่ในเส้นทางการโอนเงิน การจ้างวานปาระเบิดอาร์จีดี ใส่ลานจอดรถศาลอาญา

ขณะที่ “แหวนก็เป็นพยานปากสำคัญในคดี ศพวัดปทุมวนาราม สำคัญขนาดที่อธิบายการตายของทั้ง คนได้แม่นยำ

เพราะเป็นพยาบาลอาสาอยู่ในเต๊นท์เดียวกับผู้ตายทั้งหลาย อยู่ห่างจาก กมนเกด อัคฮาด หนึ่งในผู้เสียชีวิตเพียง เมตร ทนายความคดีนี้บอกว่าอันที่จริงเธอคือ ผู้รอดชีวิต


อีกคน “วาสนา บุษดี ถูกอายัดตัวต่อเช่นกัน (ไปไว้ที่ สน.โชคชัย) ภายหลังได้รับการปล่อยตัวตามหมายปล่อยของศาลทหารทั้งๆ ที่ขาก็ยังไม่ได้ย่างก้าวพ้นจากเขตกำแพงเรือนจำเลย

ซึ่งคดีนั้นก็มีการฟ้องร้องดำเนินคดีไปแล้ว “แต่มีการแยกฟ้องสองคดี ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมาย เรายืนยันต่อตำรวจว่าการจับตัวครั้งนี้ เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการดำเนินคดีซ้ำ” ทนาย วิญญัติ ชาติมนตรี โพสต์แจ้งเหตุต่อสาธารณะบนหน้าเฟชบุ๊ค

อีกด้านหนึ่งในคดีแกนนำ พธม. ๖ คน พาพวกบุกยึดทำเนียบรัฐบาลเป็นเวลา ๙๐ วัน เมื่อปี ๒๕๕๑ ซึ่งศาลชั้นต้นตัดสินว่ามี “ความผิดฐานร่วมกันบุกรุกโดยกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป และร่วมกันทำให้เสียทรัพย์กรณีบุกรุกเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๙๑, ๓๕๘, ๓๖๒ และ ๓๖๕” แล้วนั้น

ศาลอุทธรณ์มาพิพากษาใหม่ “แก้โทษจำคุก” จากเดิมที่ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก ปี ให้เป็นจำคุกแค่ ๑ ปี แล้วยังลดโทษให้อีก ๑ใน คงจำคุกจำเลยทั้ง เป็นเวลาทั้งสิ้นเพียง เดือน โดยไม่รอลงอาญา


จึงช่วยไม่ได้ที่มีคนเอาไปเปรียบเทียบกับคดีของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. คดีหมิ่นประมาทนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าเป็น ฆาตกรมือเปื้อนเลือด สั่งทหารยิงใช้กระสุนจริงยิงประชาชนเพื่อ กระชับพื้นที่ในเหตุชุมนุมที่ราชประสงค์ พฤษภา ๕๓ มีคนบนท้องถนนตายกว่า ๙๐ ราย

คดีนั้นศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ยกฟ้องไปแล้ว แต่ศาลฎีกาเอามาตัดสินใหม่เมื่อสองสามวันมานี้ ให้ส่งจตุพรเข้าคุกเป็นเวลา ๑ ปี ไม่มีรีรอลงอาญา

ผู้ใช้นาม สิงหา ไพฑูรย์ถามว่า “ทำใจให้เที่ยงตรงลองไม่เข้าข้างใคร ท่านว่าระหว่างคดีหมิ่นประมาทผู้อื่น กับคดีนี้ (ยึดทำเนียบฯ) ท่านคิดว่าคดีใดน่าถูกลงโทษมากกว่ากัน”

ไม่เพียงเท่านั้น ตัว เจ้ากรรมนายเวรอภิสิทธิ์เองเพิ่งออกหน้าซัดพรรคการเมืองฟากตรงข้าม ตีความคำพูดของสมาชิกพรรคเพื่อไทยบางคนที่พูดถึงการตัดสินคดีจำนำข้าวว่า “ผู้พิพากษาไม่ได้มีแค่ คน แต่มีสิบล้านคน

ว่าเป็นการ “ข่มขู่หรือไม่ว่ามีมวลชนสนับสนุนอยู่ เพราะฉะนั้นทำผิดไม่ได้” และ “อย่าแสดงอาการอะไรที่เป็นการถูกตีความว่ากดดันศาล เป็นการเอาคนจำนวนมากมาอยู่เหนือกฎหมาย

ถ้ากลับกันเป็นอภิสิทธ์โดนข้อหานั้น ในมูลคดีเดียวกัน แต่ในศาลที่ยึดมั่นหลักนิติธรรมสากล จะคิดหรือว่าตนเป็นคน ทำผิดโดยถูกกล่าวหา ไม่ใช่ว่า “ทำผิดไม่ได้”

ฉะนั้นการตีความว่า “ข่มขู่ กดดันศาล และอยู่เหนือกฎหมาย” เพราะตนเองไม่เคยเป็นตัวแทนของเสียงข้างมากที่ถูกผู้บังคับใช้กฎหมายย่ำยี แต่มีอภิสิทธิ์เทียบเท่าผู้บังคับใช้กฎหมาย นั่นหรือ

แล้วชาวบ้าน “คนจำนวนมาก” ที่ไม่ค่อยจะได้รับความเห็นอกเห็นใจจาก กฎหมายล่ะ อภิสิทธิ์ว่าไง ตามเรื่องราวของสองข่าวนี้

“งงเด้!! คำสั่งระงับใช้น้ำเค็มเลี้ยงสัตว์น้ำ” http://www.komchadluek.net/news/regional/288947
และ “บ้านแพ้วฮือฮา! สั่งห้ามใช้น้ำเค็มเลี้ยงสัตว์ กลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งฉุน จ่อเคลื่อนไหว https://www.matichon.co.th/news/609154

กับนี่สดร้อน ไม่ใช่เรื่องเก่าสองตายาย แต่เกิดขึ้นวันที่ ๒๔ ก.ค. ๖๐ นี้เช่นกัน #เก็บเห็ด_โดนจับ “ยึดเห็ดได้เป็นจำนวนมาก”

คนโพสต์เขาถามว่า “ทำไมบ้านเมืองเรามันอยู่ยากจังครับ...ประชาชนเข้าป่าไปเก็บเห็ดก็ผิดหรือ เขาไปเก็บเห็ดนะครับ ไม่ได้ไปขายยาบ้าไม่ได้ฆ่าคนไม่ได้ไปตัดตันไม้...

อย่าใช้แต่สันดานหรือใช้แต่อำนาจ มีอำนาจแต่ขาดปัญญา บ้าอำนาจจนขาดสติ”

เหตุเกิดที่ภูแลนคา เขตบ้านคำน้อย รอยต่อกับบ้านใหม่ผาเอียง (ชีลองเหนือ) เป็นรอยต่อของอำเภอเมือง จว.ชัยภูมิ กับอำเภอหนองบัวแดง

“ถึงฤดูกาลที่เห็ดป่าเห็ดโคนมันออก ชาวบ้านใช้เวลาในช่วงเช้าถึงสายๆ หน่อย เข้าป่าไปเก็บเห็ด บ้างก็เอามาทำกับข้าวเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย บ้างก็หามาขายเป็นรายได้เสริม...เพราะมันเป็นแหล่งอาหารของชาวบ้าน

จริงๆ แล้วชาวบ้านเขาอยู่กับป่าหาอาหารจากป่ามาก่อนที่เขตอุทยานจะเกิดขึ้นมาด้วยซ้ำ”
แต่กลับ “ถูกเจ้าหน้าที่และลูกจ้างป่าไม้อุทยานแห่งชาติภูแลนคาจับกุม ปรับ ยึด เห็ดของชาวบ้านที่เก็บมาได้ (ไม่ทราบว่าเอาไปไหน เอาไปทำอะไร)”

เช่นนี้เป็นการบีบคั้นเสียจนมันจะเกิดระเบิด เรื่องแบบนี้มันมีมาแล้วเยอะแยะในประวัติศาสตร์โลก เมื่อคนจำนวนมาก (ในนิยามตามคำของอภิสิทธิ์) ถูกกดดันจนทนไม่ได้ก็ต้องฮึดสู้ กลายเป็น ‘revolt’

ที่ภาษาไทยฝ่ายซ้ายเขาเรียกว่า ปฏิวัติมวลชน อันอยู่ฝั่งตรงข้ามและเผชิญหน้าท้าทาย ปฏิวัติรัฐประหาร

ไปดูเขาถกกัน #ข่มขืนไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ไม่โวยวาย ไม่ใช่หมายถึงยินยอม

ไปดูเขาถกกันเรื่อง ข่มขืน (และ ละเมิดทางเพศ โดยรวม) ในแวดวงนักกิจกรรมของคนรุ่นใหม่ ยาวมากแต่อยากให้ดูกันด้วย จึงคัดตัดตอนมาเพื่อเป็นสักขีในข้อเท็จจริง (ก่อนจะไปถึง ทีนิวส์

เปิดประเด็นโดย Rangsiman Rome โพสต์จาก Shenzhen, China เรื่อง “วัฒนธรรมการข่มขืนในหมู่นักกิจกรรม” อันเกิดกับ นักศึกษาปริญญาโทที่มาทำวิจัยที่ประเทศไทยเพื่อศึกษาเกี่ยวกับนักกิจกรรม ได้ถูกข่มขืนไม่นานนี้" 

โดยที่ "เหตุการณ์ทำนองคล้ายๆ กันนี้เคยเกิดขึ้นระหว่างนักกิจกรรมนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่องดังกล่าวนับว่าเป็นเรื่องอื้อฉาวในหมู่นักกิจกรรมอย่างมาก 

หากแต่ผลร้ายและแรงกดดันดูเหมือนจะตกกับฝ่ายหญิงมากกว่า นั่นอาจจะเป็นเหตุผลว่าทำไมนักกิจกรรมจำนวนมากถึงยังมีทัศนะที่ไม่เคารพต่อเพศหญิงเช่นนี้

เขาสรุปว่า “น่าเสียดาย ที่ในหมู่นักกิจกรรมจำนวนมากไม่ได้รู้สึกว่าการล่วงละเมิดทางเพศเป็นปัญหา และความรู้สึกว่าไม่เป็นปัญหาได้ถูกส่งต่อทำให้เกิดเคสแบบนี้อยู่ร่ำไป เราคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าคนที่อยู่เฉยๆ กับเรื่องแบบนี้ ได้ทำให้พื้นที่ของการข่มขืนสามารถดำรงอยู่ต่อไปในสังคมได้

ขณะที่ให้เหตุผลของตนไว้ก่อนหน้า “การล่วงละเมิดทางเพศที่เกิดขึ้นระหว่างนักกิจกรรม ไม่ว่าจะกระทำต่อนักกิจกรรม หรือกระทำต่อใคร สำหรับผมเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ และไม่สามารถให้อภัยได้

อย่างที่เรารู้ๆ กันว่ากลไกทางกฎหมายไม่สามารถปกป้องให้ความคุ้มครองใดๆ กับฝ่ายหญิงได้ กลไกทางกฎหมายจึงเป็นกลไกปลายเหตุในการลงทัณฑ์เสียมากกว่า

กลไกที่ผมคิดว่าจะป้องปรามไม่ให้ใครทำแบบนี้อีก คือ กลไกทางสังคม ถ้าสังคมปฏิเสธเรื่องนี้อย่างแข็งขัน ย่อมมีน้อยคนที่จะกล้าทำแบบนี้ เพราะมันหมายถึงการสูญเสียที่ยืนในสังคมทั้งหมด

ปรากฏว่าเกิดการถกเถียงกันอยู่นานในประเด็น “เหมารวม” ทั้งจาก Wanchalearm Satsaksit ที่ท้วงว่า “ในหมู่นักกิจกรรม อ่านแล้วเอ๊ะ แปลว่ามันเกิดขึ้นบ่อยๆ เกิดขึ้นซ้ำๆ หรือเกิดขึ้นจนเป็นวัฒนธรรมแล้วเหรอครับ (อันนี้น่าห่วง)

และในหมู่นักกิจกรรมนี่ นักกิจกรรมด้านไหนครับ "นักกิจกรรมเคลื่อนไหวด้านการเมือง?" หรือ นักกิจกรรมชุมชน หรือ นักกิจกรรมสิ่งแวดล้อม หรือนักกิจฝ่ายไหนด้านใดครับ พอเหมารวมไปหมดว่านักกิจกรรมมันกว้างมาก และคำว่าในหมู่นักกิจกรรมก็พาลคิดไปว่ามีหลายเคส”

ซึ่งได้มีคนตอบให้ Nana Wipaphan Wongsawang บอกว่า “เราเห็นด้วยกับโรมที่จะเหมารวมนะ เพราะปกติเวลาคนเจอประสบการณ์ไม่ดี คนอื่นๆ จะพยายามบอกว่า อ้าว มันไม่เกี่ยวกับกลุ่มเรา มันเกี่ยวกับความชั่วของไอ้นั่นล้วนๆ โยนๆ ให้มันเป็นเรื่องปัจเจกไป

เพราะคนที่เหลือไม่เห็นว่าเป็นปัญหาของเขาที่จะต้องดูแลกันและกัน (ในคนทั่วไปพอว่า แต่ในนักกิจกรรมนี่แบบหื้มมมม คุณปกป้องเรื่องของคนอื่นมาตั้งหลายเรื่อง แต่คุณไม่ปกป้องคนของคุณเหรอ ?) พอเคว้ง ไม่มีกำลังใจสู้ เรื่องก็เงียบไป

...เนี่ยคือปัญหาในภาพรวมที่เราว่าเหมารวมได้

อีกรายมาเสริม Daranee Thongsiri ย้ำว่า “ที่โรมเขียนแบบนี้ เพราะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ ในกลุ่มนักกิจกรรมผู้ชาย ทั้งเป็นที่รู้ในวงกว้างหรือในทางส่วนตัว

นักกิจกรรมนี้ก็มีหลายกลุ่ม ไม่ใช่แค่กลุ่มการเมืองที่เรียกร้องประชาธิปไตยหรือสิทธิมนุษยชน พวกสายสิ่งแวดล้อมก็เยอะ ยิ่งอยู่ในกลุ่มผู้ชายด้วยกันเอง วัฒนธรรมการลวนลามทางเพศ ทำให้อีกฝ่ายไม่รู้สึกปลอดภัยทางเพศไปจนถึงเคสข่มขืน มีเยอะมาก

เห็นด้วยว่าควรพูดถึงวงการนักกิจกรรมทั้งวงการ ไม่ใช่แค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง มันควรจะสร้างวัฒนธรรมการเคารพสิทธิทางเพศของคนทำงานด้านนี้ให้มาก ไม่ใช่ผลักเป็นเรื่องปัจเจก”

จากนั้นยังคงแลกเปลี่ยนกันต่อเนื่องอีกพักใหญ่ ได้ความว่ามีการล่วงละเมิดเกิดขึ้นทั้งในวงการสิทธิมนุษยชน และองค์กรเกย์ (https://www.facebook.com/rossbuch/posts/1601725673170848)

รวมทั้งบางคนเข้ามากระซวก Chotisak Onsoong ผู้ซึ่งก่อนหน้านี้ตำหนิว่า คนเปิดประเด็นพูดกำกวม กลับมาอีกครั้ง ดังกว่าเดิม

ผ่านไปเกิน 24 ชั่วโมงแล้ว ที่หลายๆ คน (และผมถือว่าผมเป็นหนึ่งในนั้น) ถูกด่าว่าเป็นต้นเหตุของวัฒนธรรมการข่มขืน แต่กลับไม่มีใครมาบอกซะทีว่าเกิดอะไรขึ้น เหตุการณ์เป็นยังไง ใครคือผู้ถูกกล่าวหา

จนกระทั่ง โรม มาเอง “เคสที่ผมพูดอาจจะเป็นเคสเดียวก็ได้ แต่แค่เคสเดียวมันก็แสดงให้เห็นปัญหาอะไรหลายอย่างตามมา เพราะคนที่อยู่รอบตัวของคนที่ไปให้กำลังใจผู้กระทำผิด ก็ไม่ได้รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจ และทำให้เหยื่อกลายเป็นเหยื่อที่สมบูรณ์ คือเป็นผู้แบกภาระทั้งหมดเอาไว้

แน่นอนว่าข้อเขียนผมเป็นการเหมารวม แต่ที่ผมเขียนเรื่องนี้ก็เพราะว่า ผมไม่ได้ต้องการให้ผู้ที่ทำและถูกทำจัดการตามกระบวนการเท่านั้น (ซึ่งมันขึ้นกับสภาพจิตใจของเหยื่อ และหลักฐานด้วยว่าจะเอาผิดได้ไหม ซึ่งในหลายกรณีมันยากมาก)

แต่ผมต้องการให้ไม่เกิดการยอมรับเรื่องนี้ด้วย ภายในปีนี้ปีเดียวมีเคสสองเคสเกิดขึ้นแบบนี้แล้ว (อย่างน้อยที่ผมรู้)

ส่วน “เรื่องมันกลายเป็นวัฒนธรรมข่มขืนไหม คงต้องดูกันยาวๆ แต่การที่คนที่รู้เรื่องแล้วเพิกเฉย อันนี้ผมว่าเป็นปัญหา

ด้วยประสบการณ์อันน้อยนิดของผมในแวดวงนี้ หลายคนที่ผมรู้จักกลับปกป้องผู้กระทำผิด โดยอ้างว่าผู้กระทำผิดต้องมีใครสักคนดูแลเขาเหมือนกัน ในแง่นี้มันฟังดูเหมือนจะโอเคเลย แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ หลายคนแห่ให้กำลังใจคนกระทำผิด ขณะที่คนที่โดนข่มขืนกลับไม่มีใครเลย”

ล่าสุด โรม ได้นำ “ข้อความของคนที่โดนข่มขืนที่ผมบอกเล่าไปก่อนหน้านี้...(ขออนุญาตเจ้าตัวแล้ว) ผู้ที่ "มาเพิ่มเติม

ดูเหมือนจะคิดว่าเรามีจุดมุ่งหมายอะไรแอบแฝง หรือเราหวังผลประโยชน์บางอย่าง เราขอตอบข้อนี้อย่างตรงไปตรงมาเลยว่า การออกมาพูดเรื่องข่มขืนอย่างเปิดเผยได้ทำลายชีวิตเราแล้ว อย่างน้อยก็ในช่วงนี้...

ส่วนเรื่องที่ไม่เปิดโอกาสให้คนทำได้พูด เราไม่เคยพยายามจะปิดปากเขาเลย หรือถึงคิดอยากทำเราก็ทำไม่ได้หรอก เขามีอิทธิพลกับสังคมมากกว่าเรา ที่อยู่ไทยได้แค่ปีเดียว เขามีเพื่อนเยอะ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น และเป็นนักกิจกรรมที่คนชื่นชม

เขามีอิทธิพลที่เราไม่มี ถ้าเขาพูดขึ้นมา แน่นอนว่าคนจำนวนมากจะฟังเขาและเชื่อเขามากกว่าเชื่อเรา แต่ถึงอย่างนั้น เราก็ได้ยินมาว่าเขาได้บอกคนอื่นแล้วว่าเราสมยอมจะนอนกับเขา

อันเป็นรูปการณ์ที่เข้าข่ายลักษณะการโต้เถียงในวัฒนธรรมตะวันตกที่ใช้ภาษาอังกฤษว่า ‘He said, she said’ หรือเป็นไทยคร่าวๆ “ต่างคนต่างอ้าง” ซึ่งผู้เข้าไปร่วมถกเถียงคนหนึ่งพยายามดึงดันให้มีการเปิดเผยรายละเอียดอย่างหมดเปลือก

ทว่า ข้อที่ควรพินิจคำนึงมิใช่เรื่องของใครกับใคร (เป็นส่วนตัว) ปัญหาอยู่ที่ทางปฏิบัติในเชิงวัฒนธรรมเกี่ยวกับเพศสัมพันธุ์ ซึ่งส่วนมากยังเชื่อกันแพร่หลายว่า “ไม่โวยวายหมายถึงยินยอม”

เช่นนี้ควรที่ต้องอ่านบทความที่โรมแนะนำ เรื่อง “ผู้หญิงที่กำลังถูกข่มขืนมีปฏิกิริยาอย่างไร :ความจริงกับความเชื่อ” ของ Ronnakorn Bunmee นักวิชาการด้านกฎหมาย ประกอบเพื่อทำความเข้าใจ หลีกเลี่ยงการเข้าใจผิดซ้ำซาก ที่ว่า

ด้วยจินตนาการ ผ่านทางสื่อต่างๆ ซึ่งสร้างภาพให้เราเห็นว่าผู้หญิงที่ถูกข่มขืนจะดิ้นรนสุดกำลังและเรียกร้องให้คนมาช่วย เพื่อสร้างภาพเหยื่อให้น่าสงสารที่สุด” และ “ในชีวิตจริงเหยื่อนิ่งเฉยไม่โวยวาย ผู้กระทำความผิดอาจอ้างได้ว่ายินยอม เพราะถ้าไม่ยอมคงดิ้นแล้ว โวยวายแล้ว และเป็นเหตุให้ศาลยกฟ้องได้ (ดู CEDAW/C/57/D/34/2011 และ CEDAW/C/46/D/18/2008)” นั้น

ในทางชีววิทยาผู้หญิงในสภาวะเช่นนั้นโวยวาย ดิ้นรน ร้องให้คนช่วยได้จริงหรือ?

เขาใช้รายละเอียดจากกรณีศึกษา เรื่อง Fear and the Defense Cascade: Clinical Implications and Management’ ที่ตีพิมพ์ในวารสารจิตเวชศาสตร์ ของ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย Harvard

กับเรื่อง Stress signaling pathways that impair prefrontal cortex structure and function.’ ตีพิม์ใน Nature Reviews Neuroscience https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/19455173

รวมทั้ง “ใครไม่อยากอ่านงานเขียนทางแพทย์ยาวๆ (แต่สนุกมากอ่านเถอะ) หรืออ่านเป็นพื้นความรู้ก่อน อาจอ่านได้จากบทความในหนังสือพิมพ์ที่เขียนโดยแพทย์จิตเวชเกี่ยวกับเรื่องนี้ https://www.washingtonpost.com/…/why-many-rape-victims-do…/…

มาให้คำตอบว่า “ปกติเมื่อเราเผชิญกับภยันตรายร่างกายเราจะสั่งให้เราเข้าสู่สภาวะเตรียมพร้อมที่จะสู้ หรือหนี (fight or flight) ดวงตาเปิดกว้าง ลูกตาดำกรอกด้วยความเร็ว ได้ยินเสียงทุกอย่างอย่างชัดเจน

แต่ถ้าภยันตรายนั้นเป็นภยันตรายที่หนีไม่พ้น และรู้ว่าสู้ไม่สำเร็จ (สมองเราคำนวณความเป็นไปได้เร็วมากว่าจะชนะหรือแพ้ และการคำนวณนี้อยู่เหนือการควบคุมของเรา) และภยันตรายนั้นกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรง

ซึ่งการคุกคามทางเพศโดยเฉพาะการข่มขืนเป็นภยันตรายที่อยู่ในกลุ่มนี้

สมองจะสั่งการให้เราอยู่เฉยๆ แล้วการสั่งการนี้ไม่ใช่การแนะนำของสมองต่อร่างกายนะครับ แต่เป็นการที่สมองยึดครองร่างกายไปจากเรา เพราะตอนนั้นสมองส่วนใช้เหตุผล (prefrontal cortex) จะถูกทำให้ใช้การไม่ได้ เราจะอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถสั่งการให้ร่างกายขยับได้ตามใจ (เหมือนกวางที่ถูกเสือจ้อง)

ปฏิกิริยาโดยธรรมชาติของร่างกายเมื่ออยู่ในสภาวะสิ้นหวังเช่นนั้นก็คือ จากตาที่เปิดกว้างในตอนแรกแต่ตอนนี้เราจะปิดตาลง ตัวสั่นเทา อุณหภูมิร่างกายลดลง ไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด หมดเรี่ยวแรง

และในกรณีที่รุนแรงคือเราไม่รู้สึกถึงตัวตนหรือแยกตัวตนออกจากร่างกายที่ถูกกระทำ เราเรียกปฏิกิริยาทั้งหมดนี้ว่า ‘tonic immobility’

เขาอธิบายด้วยว่า “เราสามารถเอาชนะปฏิกิริยาธรรมชาติพวกนี้ ด้วยการฝึกฝนให้ร่างกายเราคุ้นเคยกับสภาวะหวาดกลัวและสิ้นหวังนั้น เหมือนทหารที่ทำให้คุ้นเคยกับเสียงดงกระสุน” ซึ่งโดยทั่วไปหญิงที่ถูกจู่โจมทางเพศย่อมไม่ได้ฝึกฝนมาก่อน

เว้นแต่กรณีภรรยาถูกสามีข่มขืนเป็นประจำ แต่นั้นก็อาจอธิบายได้ว่าทำไมภรรยาถึงกล้าตอบโต้สามีมากกว่าผู้หญิงถูกคนแปลกหน้าจู่โจม เพราะภรรยา อาจ ไม่ได้หวาดกลัวสามี หรือคุ้นชินกับความหวาดกลัวนั้น เหมือนทหารที่ถูกฝึกฝน

รณกรณ์ ผู้เขียนยังได้ฝากความหวังไปยังเพื่อนนักกฎหมาย ที่เป็นผู้พิพากษา หรือจะเป็น “เมื่อเจอคดีว่าผู้หญิงไม่ร้อง ไม่หนี ไม่ดิ้น จะเข้าใจปฏิกิริยาทางธรรมชาติของร่างกายได้ดีขึ้น

และไม่ตัดสินคดีตามจินตนาการว่าการที่ไม่ร้อง ไม่หนี ไม่ดิ้น แปลว่ายอม ซึ่งนั่นไม่เพียงเป็นการทำลายชีวิตคนที่ถูกทำลายมาแล้วหนึ่งครั้ง แต่ยังเป็นการส่งต่อความเชื่อผิดๆ ให้กับคนรุ่นต่อไปด้วยครับ

อยากสิเห็นรถไฟจักครา ว่าหน้าตามันสิเป็นจั๋งใด :สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี

ฟื้นฝอยกันหน่อย เรื่องรถไฟความเลวปานกลาง (อุ๊ยสะกดผิด เร็วน่ะ) ที่ คสช. จำเป็นต้องดันทุรังสร้างให้ได้ เห็นว่าจะหาเงินเอง สงสัยส่วนหนึ่งจะได้มาจากเงินบัญชีฝากของยิ่งลักษณ์มั้ง (ดู โพสต์ข้างล่างก่อนหน้านี่)


อยากสิเห็นรถไฟจักครา
ว่าหน้าตามันสิเป็นจั๋งใด

มันคือคนหรือมีเขาอย่างควาย >>> จ้า จะทิงจา ได้กล่าวไว้

"ที่บอกว่าประเทศไทยจะได้ประโยชน์จากโครงการรถไฟ เพราะตามปกติ รถไฟความเร็วสูง ทั่วโลกจะไม่ใช้ในการขนส่งสินค้า แต่ต้องเข้าใจว่าโครงการนี้ของไทย คือ กรุงเทพฯ-หนองคาย, หนองคาย-เวียงจันทน์, เวียงจันทน์-คุนหมิง ตามที่จีนเขาวางแผนไว้ คือว่า

คุนหมิงมาถึงชายแดนลาว บ่อเต้น บ่อหาน จะเป็นทางคู่มาตรฐาน ซึ่งการขนส่งสินค้าจากจีนเข้ามาจะใช้เส้นทางนี้ แต่ความเร็วต่างกัน ความเร็วในจีนสูงสุดก็จะเป็น 250 กรณีที่เป็นความเร็วสูง แต่ถ้าเป็นรถสินค้าความเร็วจะต่ำลงมาเหลือประมาณ 160 พอข้ามแดนลาวมานี่ความเร็วสูงจาก 250 ก็จะลดลงมาเหลือ 180 สำหรับขบวนผู้โดยสาร ส่วนขบวนสินค้าก็จะอยู่ประมาณ 160 ก็จะใช้ทางรถไฟ 1.435

ขณะที่ของไทยในจุดที่จะเชื่อมเวียงจันทน์จะใช้ขนคนอย่างเดียว ส่วนในการขนส่งสินค้าก็จะเปลี่ยนถ่ายมาสู่ระบบรถไฟทางคู่ เส้นทางหนองคาย-มาบตาพุด ระยะทาง 737 กม. ซึ่งรัฐบาลได้มีแผนลงทุนในโครงการนี้ไว้แล้ว-- อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวไว้ใน ผู้จัดการ Online’ Special Scoop 21 กค. 2560

ท่านพูดไม่ค่อยเป็นระบบเข้าใจยาก เอาง่ายๆ รถไฟจีนความเร็วสูงวิ่งมาหยุดที่บ่อหาน ส่วนจากบ่อเต้นนั้นรถไฟลาวเป็นความเร็วปานกลางถึงเวียงจันทน์ พอข้ามโขงมาถึงเมืองไทยเป็นรถไฟโบราณ ถึงจะสร้างทางคู่ก็ยังเป็นแบบโบราณ (โปรดอย่าถามถึงความเร็วของมัน) ส่วนรถไฟความเร็วสูงนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก

อย่างไรก็ตาม คำพูดของรัฐมนตรีที่ยกมาข้างต้นทำลาย วิสัยทัศน์ อันเบลอๆ ของรัฐบาลคสช.ไปจนสิ้น เรื่องรถไฟความเร็วสูงนั้นอยากจะบอกว่ามีเงินก็สร้างไปเถอะ แต่อย่าเพ้อเจ้อเรื่องประโยชน์ของมันและการเชื่อมโยงในระดับภูมิภาคจนเกินความเป็นจริงไป เพราะเหตุผลดังต่อไปนี้

1 รถไฟความเร็วสูงขบวนนี้ของไทยที่สร้างโดยจีน จะไม่สามารถเชื่อมต่อกับรถไฟความเร็วสูงขบวนอื่นใดทั้งสิ้น ความฝันเหมือนชาวยุโรปที่จะนั่งรถไฟความเร็วสูง สิงคโปร์-กรุงเทพฯ-เวียงจันทน์-คุณหมิง เป็นฝันที่ไม่น่าจะเป็นจริงในชั่วอายุของเรา เอาแค่ระยะสั้นนี้ก็ยังข้ามแม่น้ำโขงไม่ได้ ไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไหร่จะสร้างข้ามแม่น้ำโขง ผู้โดยสารยังคงต้องหอบกระเป๋าต่อรถอย่างทุลักทุเลไปอีกนาน ถ้าเป็นเช่นนั้นแนะนำให้ไปรถยนต์จะฟินกว่ากันเยอะ ถ้ารีบและต้องการความสะดวกสบายก็ไปเครื่องบินค่าใช้จ่ายคงพอๆกัน

2 รถไฟความเร็วสูงสายแรกที่จะสร้างกรุงเทพฯ-โคราช เอาไว้นั่งเที่ยวได้อย่างเดียว ไม่เหมาะสำหรับคนที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลแบบบ้านอยู่โคราชแล้วนั่งรถไฟความเร็วสูงไปทำงานกรุงเทพฯ เหมือนคนเทียนจินนั่งรถไฟความเร็วสูงไปทำงานปักกิ่งแบบเช้าไปเย็นกลับ ด้วยว่าค่าเช่าบ้านในปักกิ่งแพงมาก ใช้บริการรถไฟก็คุ้ม

แต่สายโคราช-กรุงเทพฯ ตั๋วราคา 500 กว่าบาท ถ้านั่งไปกลับทุกวันเดือนหนึ่งปาเข้าไป 20,000 กว่าบาท มีเงินมากขนาดนี้ซื้อคอนโดในกรุงเทพฯเถอะ ท่านรัฐมนตรีว่ายังไงรัฐบาลก็ต้องอุดหนุนอยู่แล้ว ถุ้างั้นตั๋วเดือนไปกลับเดือนละ 5,000 บาทโอเคมั๊ย ถ้าทำได้อย่างนั้นก็จะลดความแอดอัดในเมืองหลวงได้ โครงการนี้ก็น่าสนับสนุนอย่างยิ่ง แต่จะไปเอาเงินที่ไหนมาอุดหนุนก็คิดเอาเอง รวมทั้งต้องตอบคำถามให้ได้ว่ามันเป็นธรรมกับประชาชนที่รถไฟขบวนนี้ไม่ผ่านหรือไม่

3 รถไฟความเร็วสูงขบวนนี้ไม่รับขนสินค้า บ้านอยู่ศรีสะเกษปลูกทุเรียนส่งเมืองจีน ถ้าไม่อยากขนใส่รถปิ๊กอัพไปลงเรือที่เชียงของ (ไปหนองคายใกล้กว่าก็จริง แต่ไม่มีเรือลงมาถึง เพราะติดแก่งแถวคอนผีหลวง) แล้วอยากใช้รถไฟมาก (เพราะเชื่อว่าราคาถูก) ก็ไปส่งขึ้นรถไฟโบราณของไทยที่อำเภอกันทรรมย์ มันก็จะวิ่งไปโคราชใช้เวลา 1 วันเต็ม เพื่อลากต่อไปหนองคาย แล้วก็ยกตู้นั้นลงที่ท่านาแล้งอีก 1 วันเต็ม (เร็วผิดปกติเพราะต่อไปเป็นทางคู่แล้ว) เพื่อไปขึ้นรถไฟลาวต่อไปบ่อเต้นด้วยความเร็วปานกลางก็อีก 1 วันเช่นกัน 

เพราะแม้ว่ารถไฟลาวจะวิ่งเร็วกว่ารถไฟไทยนิดหน่อย แต่วันหนึ่งอาจจะวิ่งแค่เที่ยวสองเที่ยว รวมแล้วถึงเมืองจีนก็พอดีทุเรียนสุก แต่ถ้าสินค้าที่เน่าเสียเร็วเช่นผัก ก็ส่งขึ้นเครื่องบินไปดีกว่า เพราะยิ่งลักษณ์คงไม่ได้กลับมาเป็นนายกสร้างรถไฟความเร็วสูงขนผักให้อีกแล้วในชาตินี้

4 หยุดเพ้อเจ้อเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยีเสียที ลงว่าได้ใช้มาตรา 44 ให้วิศวกรและสถาปนิกจีนมาทำงานได้นี่ ก็จบกันแล้ว อย่างมากที่สุดที่คนไทยจะได้ประโยชน์ (ในแง่เทคโนโลยี่) คือ ขับรถไฟความเร็วสูงเป็น ซึ่งก็คงมีไม่กี่คน แต่จะถึงขั้นว่าพัฒนาและสร้างรถไฟความเร็วสูงจนส่งออกแบบจีนได้หรือไม่ ดูจากแนวทางของรัฐบาลนี้ เห็นว่า เพ้อฝัน อย่างยิ่ง หยุดพูดจะดีกว่า ไม่มีใครว่าโง่ด้วย

5 การขนส่งระบบรางนั้นอาจจะทำให้ต้นทุนต่อหน่วยของการขนส่งถูกก็จริง แต่อย่าลืมว่ามันลงทุนสูงและไม่ได้สะดวกสำหรับทุกที่ มันอาจจะตอบโจทย์สำหรับการขนส่งสินค้า แต่สำหรับประเทศไทยในศตวรรษที่ 21 ไม่ค่อยตอบโจทย์ผู้โดยสาร เพราะมันเร็วไม่เท่าเครื่องบิน แต่ราคาพอๆ กัน และมันไม่ได้ไปถึงทุกที่ที่มนุษย์อยากจะไปถ้าเปรียบเทียบกับรถยนต์

ทั้งนี้ไม่นับว่าคนไทยปัจจุบันนั้นถือว่ารถยนต์เป็นอะไรที่บ่งบอก ความเป็นคุณ ไม่ใช่แค่ยวดยานพาหนะธรรมดาๆ อีกต่อไป อุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศไทยได้รับการโอบอุ้มและพัฒนามามากเกินว่าจะเอารถไฟมาแข่งได้แล้ว การรถไฟแห่งประเทศไทยต้องขาดทุนชั่วฟ้าดินสลาย เผลอๆ เอาที่ดินของการรถไฟให้นายกปลูกหมามุ่ยขายดาวอังคารยังจะเวิร์กกว่า

ผมฝันอยากนั่งรถไฟฟ้าไปทำงานมานาน แต่พอสายสีม่วงสร้างเสร็จผมก็เห่อนั่งอยู่ได้ 2-3 วันก็พบกับความจริงที่ว่า ค่าใช้จ่ายมากกว่าและใช้เวลานานกว่าขับอีซูซุดีแม๊กซ์ ในที่สุดต้องยอมทิ้งรถไฟในฝันให้มันขาดทุนต่อไป

ปล. ผมเป็นชาวโคราช ฝันว่าอยากจะนั่งรถไฟความเร็วสูงไปทำงานในกรุงเทพฯ แบบเช้าไปเย็นกลับเหมือนกันนะครับ สร้างเถอะ บางทีโครงการนี้อาจเป็นแรงบันดาลใจให้ผมซื้อลัมโบกินีสักคัน เพราะมันวิ่งไปเร็วพอๆ กับรถไฟความเร็วสูงของท่านเลยอ่ะ

อ้อ อย่ากลัวว่าผมจะไม่มีถนนวิ่ง เพราะดูท่ามอเตอร์เวย์บางปะอิน-โคราช คงเสร็จก่อนรถไฟความเร็วสูง

Panuda Da เห็นในประชาชาติบอก เราต้องรื้อย้ายท่อก๊าซและท่อน้ำมันปตท. ที่ขวางตอม่อหมื่นกว่าล้าน กฟผ. ต้องขยับแนวสายไฟให้สูงพ้นแนวอีกหลายพันล้าน รู้สึกเหมือนคนโง่ๆ

Supalak Ganjanakhundee ทำไงได้ ญี่ปุ่นพัฒนารถไฟความเร็วสูงมากว่า 50 ปีแล้ว แต่เราเพิ่งคิดจะมีเมื่อเร็วๆ นี้ พอดีว่าวางท่อ วางสาย กันไว้นานแล้ว ก็ต้องรื้อสิ

คลังส่ง 12 สมุดบัญชีเงินฝาก ‘ยิ่งลักษณ์’ ให้กรมบังคับคดี ดำเนินการยึดทรัพย์ (ยึดเงินวัดไม่ได้ เตรียมยึด‘ยิ่งลักษณ์’ แทน?)





คลังส่ง 12 สมุดบัญชีเงินฝาก ‘ยิ่งลักษณ์’ ให้กรมบังคับคดี ดำเนินการยึดทรัพย์


ที่มา ข่าวสดออนไลน์
24 กรกฎาคม 2560

วันที่ 24 ก.ค. นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะกรรมการสืบทรัพย์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ เพื่อชดใช้ความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว วงเงิน 3.5 หมื่นล้านบาท ได้ส่งรายละเอียดทรัพย์สิน ได้แก่ สมุดบัญชีเงินฝากของอดีตนายกรัฐมนตรี จำนวน 12 บัญชี ให้กรมบังคับคดีเรียบร้อยแล้ว โดยส่งให้เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ส่วนกระบวนการหลังจากนี้เป็นหน้าที่ของกรมบังคับคดีว่าจะยึดทรัพย์อดีตนายกฯ ทันทีเลยหรือไม่ ส่วนคณะกรรมการสืบทรัพย์ของกระทรวงการคลังนั้น มีหน้าที่สืบทรัพย์เพียงอย่างเดียว หลังจากนี้จะรอหน่วยงานต่างๆ ที่ได้ส่งหนังสือเพื่อขอให้ตรวจสอบรายละเอียดทรัพย์สินของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ส่งข้อมูลกลับมา จะรีบทยอยส่งข้อมูลต่อให้กรมบังคับคดีเร่งดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ส่วนนี้มีระยะเวลาดำเนินการ 10 ปี

นายสมชัย กล่าวว่า ก่อนหน้านี้คณะกรรมการสืบทรัพย์ โดยกระทรวงการคลังได้ส่งหนังสือไปยังหน่วยงานต่างๆ อาทิ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สถาบันการเงินและธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง กรมที่ดิน ให้ช่วยตรวจทรัพย์ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ และให้แจ้งกลับมาที่กระทรวงการคลัง เพื่อส่งข้อมูลต่อให้กรมบังคับดี ทำการยึดทรัพย์เพื่อนำมาชำระความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อไป

วันจันทร์, กรกฎาคม 24, 2560

Brave Soul! : Thai dissident's lonely fight to keep history alive




Ekachai Hongkangwan was bundled into a police van before he could lay down the metal disc -- an exact replica of a monument that was mysteriously removed in April, sparking fears officials were trying to whitewash history (AFP Photo/JEROME TAYLOR)

Thai dissident's lonely fight to keep history alive


Source: AFP via Yahoo News
By Jerome TAYLOR,
AFP
July 23, 2017


Bangkok (AFP) - Carrying a bucket of cement and a heavy bronze plaque, Ekachai Hongkangwan set out across Bangkok's heavily-policed Royal Plaza in late June to perform a solo act of DIY dissent.

But the 42-year-old was quickly bundled into a police van before he could lay down the metal disc -- an exact replica of a monument that was mysteriously removed in April, sparking fears officials were trying to whitewash history.

The 15 inch (38 cm) plaque, which had lain undisturbed for decades, marked the bloodless 1932 Siamese Revolution that ended absolute monarchy.

But it was suddenly replaced with a new plaque espousing loyalty to Thailand's royal family, an institution whose influence has roared back into prominence in recent decades as democracy has faltered.

The date Ekachai chose for his one man protest was 24 June, the anniversary of that revolution.

"I wanted to dig the new one out but I think (knew) it will be very difficult for me," he told AFP from his house in eastern Bangkok, a wry smile across his face.

The attempted restoration was a dangerous and rare act of subversion in a country smothered by an arch-royalist military and where criticism of the monarchy is being purged at an unprecedented rate.

More than 100 people have been charged with Thailand's notorious lese majeste law since the junta's 2014 coup, threatened with up to 15-years in jail for each slight to the country's royals.

- Unprecedented purge -

Record-breaking, decades-long sentences have been handed down and many of those advocating for reform of the law or pushing for greater scrutiny of the royals have gone to ground, fled or been imprisoned.





Ekachai, a former lottery ticket seller, served nearly three years for the offence in 2011.

His crime was selling Thai translations of State Department cables and international press reports that were unflattering of the then Crown Prince and now King Maha Vajiralongkorn.

Since his release Ekachai stayed away from protest, choosing instead to set up a small foundation to help those charged with lese majeste.

But the disappearance of the plaque reignited his defiance.

"This is a democracy symbol," he said, proudly retrieving the replica plaque from the back of his house, which authorities returned after he was released without charge for his stunt.

"They try to make it a hidden history."

Junta officials and police have said they do not know what happened to the original plaque, a position that stretches credulity given it lay outside a palace in a heavily policed area of the city.

CCTV cameras were not working when the plaque vanished and authorities have warned against further protests or enquiries over the mystery.

Thitinan Pongsudhirak, a politics expert at Chulalongkorn University, described the plaque as "a bump on the road of Thailand's royalist narrative".

Until its removal few knew it existed "even those who live in Bangkok."

"But now its controversial disappearance has led to a kind of rebirth of the June 1932 political change from absolutism to constitutional rule," he told AFP.

- A history lesson -

So far Ekachai has managed to avoid being charged over the plaque and he steers clear of any direct criticism of Thailand's royals.

Instead he focuses on trying to reform the lese majeste law, which makes scrutiny of the family impossible and forces media to self-censor.

It was during the last few decades of King Bhumibol's 70-year reign that the law was increasingly wielded, despite an address the late monarch gave in 2005 saying he was not above criticism.

Since Bhumibol's death in October little has changed under Vajiralongkorn, who has yet to attain his father's widespread popularity.

At least eight people are known to have been charged with lese majeste charges since his succession.

One case expected to hit the courts soon involves a man charged for liking a sarcastic Facebook post about Bhumibol's favourite dog.

"I'm not opposed to the monarchy," Ekachai said, a portrait of the recently departed King Bhumibol Adulyadej hanging behind him.

"But that doesn't mean we should be unable to criticise them at all," he said.

While Ekachai admits his plaque replacement stunt was never going to succeed, he dismisses those who say such acts are futile.

Following his detention he discovered his military interrogator was unaware that the date he had chosen marked the anniversary of the 1932 revolution.

"In school they teach them nothing about this, they try to erase it from history," he said.

Breaking into a chuckle, Ekachai said he was delighted to get a chance to give the officer a brief lesson.

มาตรฐานเดียว... "เสื้อแดงทำอะไรก็ผิด (เยอะด้วย) " 🙁 ยึดทำเนียบจำคุก 8 เดือน หมิ่นอภิสิทธิ์จำคุก 1 ปี!?!









แต่ว่า 'ยิ่งลักษณ์' จะติดคุกเลยหรือไม่ ขึ้นอยู่กับข้อแม้ที่สมชาย แสวงการ แนะไว้

วิจารณ์หนัก วิพากษ์เน้น ยิ่งลักษณ์ คุกไม่คุกหลังจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะปิดหีบคดีจำนำข้าว ปลายเดือนสิงหาคมนี้

แม้นว่า สมชาย แสวงการ สมาชิกสภานิติบัญญัติ (สนช.) จะเปิดช่องไว้ให้  “ไม่ว่าผลคำพิพากษาจะออกมาเป็นอย่างไร ยังมีสิทธิอุทธรณ์คดีต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ตามที่รัฐธรรมนูญระบุไว้”

อดีต ส.ส. อีสาน คนนี้ที่ออกมาก่อไฟว่า “พบสัญญานก่อจลาจล วันพิพากษายิ่งลักษณ์” ๒๕ สิงหาคม ๒๕๖๐ โดยอ้างว่าตนมีข้อมูลเรื่อง “การเคลื่อนไหวระดมมวลชนในพื้นที่ต่างจังหวัดภาคเหนือ, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และจังหวัดในเขตปริมณฑล ผ่านทางอดีตส.ส., แกนนำกลุ่มการเมืองในพื้นที่, นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.), และ สมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (สจ.)

ให้นำประชาชนเดินทางเข้ามายังกรุงเทพฯ จำนวน ๒ รอบ คือ รอบวันที่ ๑ สิงหาคม ซึ่งศาลฎีกาฯ นัดการแถลงปิดคดีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ และรอบวันพิพากษาคดี วันที่ ๒๕ สิงหาคม โดยในรอบสองนั้นมีข่าวระบุว่าจะระดมประชาชนให้เข้ากรุงเทพเพื่อชุมนุมบริเวณหน้าศาลในจำนวนหลักหมื่นคน”

สมชายยังกล่าวหา (โดยอ้างข้อมูลของหน่วยข่าวความมั่นคง) ด้วยว่า “กรณีการระดมมวลชนมายังกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคมที่ผ่านมา ว่าเข้าข่ายการเกณฑ์ประชาชนให้ไปชุมนุม มีค่าตอบแทนเป็นเงินคนละ ๑,๕๐๐ บาท มีจ้างรถโดยสารเพื่อใช้เดินทาง เบื้องต้นพบหลักฐานเป็นรายชื่อประชาชน, หมายเลขโทรศัพท์, รายชื่อแกนนำ และรถโดยสารไม่ประจำทางที่ว่าจ้างมาจากจังหวัดอุบลราชธานี และ จังหวัดอำนาจเจริญ”


เสียดายที่สมชายมิได้นำ ข้อมูลที่เป็นหลักฐานทางกายภาพในข้อกล่าวหาของตนมาแสดงพร้อมกันไปด้วย เพิ่มความหนักแน่นให้เชื่อได้ ไม่เฉพาะแต่คำพูดออกจากปากนายสมชาย สนช.ที่ คสช.แต่งตั้ง อีกทั้งเขาเป็นแกนนำ กปปส. คู่กัดของรัฐบาลยิ่งลักษณ์และเครือข่ายชินวัตร หากไม่มีหลักฐานยืนยันแจ่มชัด ก็ง่ายที่จะโต้ว่าเป็นเพียงวาทกรรมปั้นแต่ง

กระนั้นก็ดี มีรายงานข่าวของ นสพ.บางกอกโพสต์ช่วยชี้ด้วยว่า “ แหล่งข่าวจาก คสช. คาดหมายจะมีประชาชนจำนวนมาก (ออกมาให้กำลังใจยิ่งลักษณ์) ในวันที่ ๒๕ สิงหา” จึงได้มีการเตรียมพร้อมกำลังทหารไว้รับมือ

มณฑลทหารบกทั้งสี่ภาคได้รับคำสั่งให้ลงไปพบกับบรรดาผู้นำท้องถิ่น (กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน) แจ้งให้บอกกับลูกบ้าน อย่าได้ออกมาชุมนุมกัน

นอกนั้นก็มีข้อคิดของ เอกชัย หงส์กังวาน บนหน้าเฟชบุ๊คเป็นข้อสังเกตุที่มีคนรับฟังกันอย่างกว้างขวางว่า การจำคุกจตุพร พรหมพันธุ์ เมื่อไม่กี่วันมานี้ “เป็นการปรามแกนนำคนอื่นว่า อย่าคิดหือ” เหตุผลของเขาก็คือ “คนเสื้อแดงส่วนใหญ่ต้องมีคนนำ พอไม่มีคนนำก็ทำอะไรไม่เป็น”

ข้อวิจารณ์ที่น่าสนใจกว่านั้นของเขาอยู่ที่ ศาลฎีกานัดอ่านคำพิพากษาคดียิ่งลักษณ์พร้อมกับคดีของ บุญทรง เตริยาภิรมย์ และ ภูมิ สาระผล “คดีในวันเดียวกันเพื่อถ่วงเวลา...

ช่วงบ่ายจึงจะอ่านคำพิพากษาคดีของยิ่งลักษณ์ซึ่งต้องยาวนานเกินเวลา ๑๖.๐๐ น. แน่นอน...ศาลฎีกาจะสั่งให้เจ้าหน้าที่ศาลรีบกลับบ้านหลังเวลา ๑๖.๐๐ น. และปิดประตูห้องทำงานอย่างแน่นหนา” เพื่อรับมือเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง

“ปกติเจ้าหน้าที่เรือนจำจะได้รับแจ้งให้เตรียมห้องขังรอนักโทษสำคัญ ดังนั้นวันพฤหัสบดีทัณฑสถานหญิงกลางน่าจะได้รับคำสั่งนี้”

นั่นหมายความว่า มีการคาดการณ์ว่ายิ่งลักษณ์จะถูกพิพากษาให้มีความผิด และถูกนำตัวไปทัณฑสถานหญิงทันทีในวันนั้น

อันพ้องกับแนวคิดของฝ่ายตรงข้ามยิ่งลักษณ์ โดยเฉพาะทีมผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งไปพูดไว้ที่โรงแรมมณเฑียร เมื่อ ๒๒ สิงหาคม ว่า

การตัดสินในวันนั้น “คงไม่กระทบต่อการสร้างความปรองดอง และไม่ทำให้สถานการณ์ทางการเมืองร้อนแรงขึ้น” และเรื่อยไปถึงเรื่องรากฐานของกระบวนการประชาธิปไตยว่ามีกระบวนการยุติธรรม พยุง

“จะเป็นเงื่อนไขที่นำมาต่อรองในการสร้างความปรองดองหรือไม่ คิดว่าคงไม่เกี่ยวกัน” นายอภิสิทธิ์ พูดด้วยข้อมูลที่บีบีซีไทยรวบรวมไว้หรือเปล่าไม่รู้

คดีของแกนนำ นปช. ๕ คดี จำคุกไปแล้ว ๓ รอนัดสืบพยานอีก ๒ ส่วนของ กปปส. ๒ คดี อยู่ระหว่างนัดสืบพยานกับอุทธรณ์ แต่คดีของพันธมิตรฯ ๗ คดี อยู่ระหว่างรอพิจารณาบ้าง สืบพยานบ้าง อุทธรณ์บ้าง รอฎีกาบ้าง เข้าไปแล้ว ๕ คดี เหลืออีกสองมีการตัดสินยกฟ้องหนึ่ง อีกคดี ดาวกระจาย ยกฟ้อง ศาลอ้างว่าเพราะฟ้องซ้ำ พวกที่ไม่ซ้ำถึงจะผิดก็ให้รอลงอาญา ดังนี้เป็นต้น


ทั้งที่ Thanapol Eawsakul เตือนไว้ “อยากจะบอกพรรคประชาธิปัตย์ว่า ยิ่งลักษณ์ติดคุกก็ไม่ได้ทำให้คนเลือกประชาธิปัตย์มากขึ้น” ก็เถอะ

แต่ก็รวมความว่ายิ่งลักษณ์ โดนแน่จะให้ศาลยกฟ้องเหมือนคดีของฟากตรงข้ามอย่าหวัง เพราะยิ่งลักษณ์อยู่ในฝั่งของพวกทุจริต ขณะที่อีกฝั่งถึงจะผิดบ้าง ถือว่าพลั้งเผลอ ควรแก่การให้อภัยกัน กระบวนยุติธรรมไทยที่อภิสิทธิ์บอกว่าพยุงประชาธิปไตย (อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) มี จั่วหัวหรือ premises กันไว้อย่างนี้ ทำไงได้

แต่ว่าเธอจะติดคุกเลยหรือไม่ ขึ้นอยู่กับข้อแม้ที่สมชาย แสวงการ แนะไว้ข้างต้น จึงได้ทำ ติ่งยิ่งลักษณ์(โน โน ไม่ใช่ติ่ง มอลลี่-กา) ออกอาการอัดอั้นเป็นอย่างยิ่ง

จากโพสต์ของหม่อม Taona Sonakul จวกพี่ชาย “ในขณะที่น้องสาวท่านที่ต้องลงการเมืองมาเพื่อช่วยเอาตัวท่านกลับประเทศไทย..น้องสาวท่านที่ต้องถูกรุมยำรุมกระทืบมาตลอดหกปีตั้งแต่วันที่ลงเลือกตั้ง น้องสาวท่านที่ต้องเป็นคนรับตีนทุกตีนเมื่อท่านออกตัวเต็มที่ให้นิรโทษกรรมเหมาเข่ง..

และตอนนี้มีคุกสิบห้าปีมั้งจ่ออยู่ที่หัวกระบาลนายกปู...นายกทักษิณอาจจะเป็นคนที่ฉลาดเรื่องธุรกิจที่สุดในโลก แต่ท่านเป็นคนที่ไร้วุฒิภาวะที่สุดที่เราเคยเห็นมาในชีวิตคะ”

ในยามอัดอั้น อะไรมันก็ระเบิดออกมาได้ ทางที่ดีลองมาฟัง Pavin Chachavalpongpun วิจารณ์สักนิด “ขอคอนเฟริม์ว่า ในจุดหนึ่ง ทางฝ่ายยิ่งลักษณ์เตรียมใจเรื่องติดคุกแล้ว คือติดก็ติด และพี่ชายก็ทำใจส่วนหนึ่งว่าถ้าต้องติด ก็ปล่อยให้ติด (คือจริงๆ ถ้าไม่ปล่อยให้ติด ก็ทำอะไรไม่ได้ไปกว่านี้)

...ทางเลือกที่สองคือหนี บอกเลยครับว่ายิ่งลักษณ์ไม่หนี เพราะคำนวณแล้ว หนีต้องหนีตลอดไปเหมือนพี่ชาย ไม่มีโอกาสกลับ ไม่มีโอกาสต่อสู้แบบตรงๆ ธุรกิจและผลประโยชน์ในไทยยังมีอยู่มาก คือถ้าติดคุกยังเรียกคะแนนทางการเมืองต่อได้ ยังเป็นพลังกัดกร่อน คสช. ต่อไป

...คสช ต้องการแบบไหน? จริงๆ แล้ว คสช. อยากให้ยิ่งลักษณ์หนี จะได้ลงเอยเหมือนพี่ชาย แต่มาจนบัดนี้คงรู้แล้วว่านั่นไม่ใช่ทางเลือกของยิ่งลักษณ์ เกมที่ต้องเดินต่อไปคือตัดสินอย่างไร ถ้าไม่ติดคุก ไอ้ความชอบธรรมการทำรัฐประหารล้มรัฐบาลโกงก็หมดไป วาทกรรมนักการเมืองเลวก็อาจใช้ลำบากต่อไป ดังนั้นการตัดสินจำคุกอาจเป็นทางเลือกที่ คสช. เห็นว่าเป็นประโยชน์

...ยิ่งลักษณ์ติดคุกแล้วจะเกิดอะไร? ไม่มีเสื้อแดงออกมาประท้วงหรอกครับ อาจส่งเสียงบ้าง ส่วนใหญ่ก็ด่า คสช. ผ่าน FB สักพักเรื่องก็เงียบหายไป แม้ยิ่งลักษณ์ยังมีพลังอยู่บ้าง แต่เธอก็ไม่ใช่อองซานซูจี (ซูจีสมัยก่อนนะ ไม่ใช่สมัยนี้) และมีเสื้อแดงหลายคนก้าวข้ามชินวัตรไปแล้ว”

อาจเป็นการวิเคราะห์ที่ไม่ได้บรรจงให้สละสลวยมากนัก (เธอรีบจะไปคั่วข้าวโพดมั้ง) แต่ก็น่าจะตรงกับทางที่จะเป็นจริงมากที่สุด สิ่งที่คนรักทักษิณ-ยิ่งลักษณ์จะทำได้ คงต้องรอตอนเธอติดคุกแล้ว ถ้าการอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาไม่เป็นผล (ตอนนั้นชีพ จุลมนต์ จะเป็นประธานเสียด้วย)

ตอนนี้เหลือแต่รอปาฏิหาริย์ สวรรค์ประทานเสด็จลงมาเป็นพยานให้การแก่จำเลย อย่างที่แว่วว่าหลายคนเริ่มสวดมนต์ภาวนากันแล้ว พูดเป็นเล่นไป การเมืองไทยอะไรก็ย่อมเกิดขึ้นได้ แม้แต่การปาฏิหาริย์